นายกรัฐมนตรีจีนระบุ จีนกำลังพิจารณาเข้ามามีส่วนร่วมในกองทุนช่วยเหลือของยุโรปให้มากขึ้น นับเป็นการส่งสัญญาณที่ค่อนข้างชัดเจนว่าจีนอาจจะนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมูลค่ามหาศาลของตนเองมาช่วยแก้ปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรป ขณะที่โออีซีดีแนะให้ยุโรปเพิ่มขนาดกองทุนอีกเท่าตัวเพื่อป้องกันวิกฤติลุกลาม
สำนักข่าวของทางการจีนรายงานคำกล่าวของนายเหวิน เจีย เป่า นายกรัฐมนตรีจีน ในระหว่างการเดินทางมาเยือนจีนอย่างเป็นทางการของนางอันเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (2 ก.พ.) ว่า จีนกำลังพิจารณาว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมให้มากยิ่งขึ้นในความพยายามจัดการกับวิกฤติหนี้สาธารณะของยูโรโซน ผ่านช่องทางของกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอฟเอสเอฟ) และกลไกรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (อีเอสเอ็ม) ซึ่งเป็นกองทุนช่วยเหลือถาวรที่จะมีผลบังคับใช้ในปีนี้
นายเหวินกล่าวด้วยว่า "ความพยายามของยุโรปเองถือเป็นรากฐานและกุญแจสำคัญในการแก้วิกฤติ" โดยจีนมีความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจยุโรปและเงินยูโร และสนับสนุนความพยายามในการสร้างเสถียรภาพให้กับยูโร นอกจากนี้จีนยังให้การสนับสนุนกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และสถาบันการเงินนานาชาติอื่นๆ ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการแก้ไขวิกฤติ
จีนซื้อพันธบัตรที่ออกโดยกองทุนอีเอฟเอสเอฟมาเป็นเวลานานแล้ว แม้ว่าจะไม่มีการเปิดเผยมูลค่าที่แท้จริงของพันธบัตรที่จีนซื้อเอาไว้ก็ตาม แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ทางการยุโรปเสนอเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อนให้มีการขยายขนาดของกองทุนและดึงเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาเพิ่มเติม จีนตอบโต้ด้วยความระมัดระวัง โดยกล่าวว่าต้องการรายละเอียดของข้อเสนอมากกว่านี้ก่อนที่จะตัดสินใจลงทุนกับกองทุนเพิ่ม ในเวลานั้นเจ้าหน้าที่ทางการจีนแสดงท่าทีด้วยว่าต้องการช่วยเหลือผ่านช่องทางระดับนานาชาติ อาทิ ไอเอ็มเอฟ มากกว่า
เวลานี้ยุโรปกำลังมองหาวิธีการควบรวมขีดความสามารถของอีเอฟเอสเอฟเข้ากับอีเอสเอ็ม โดยอีเอสเอ็มถูกกำหนดวงเงินเอาไว้ที่ 5 แสนล้านยูโร ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าหลังจากอีเอสเอ็มเริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนกรกฎาคมนี้ อีเอฟเอสเอฟจะมีวงเงินเหลืออยู่ 2.5 แสนล้านยูโร
นักวิเคราะห์บางรายตั้งข้อสังเกตว่าจีนอาจจะเรียกร้องให้ยุโรปยินยอมในเรื่องทางการเมืองหรือการค้าเพื่อแลกเปลี่ยนกับการใส่เงินเข้าไปในกองทุนเพิ่ม อย่างไรก็ดีมีหลักฐานบ่งชี้น้อยมากว่าจะมีการประนีประนอมในลักษณะดังกล่าวจากการเดินทางมาเยือนจีนของนางแมร์เคิล
ด้านองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ตีพิมพ์รายงานออกมาในวันเดียวกัน ระบุว่ายุโรปจำเป็นต้องเพิ่มขนาดกองทุนช่วยเหลือเป็น 1 ล้านล้านยูโร ถ้าจะช่วยพยุงระบบธนาคารพาณิชย์และป้องกันวิกฤติลุกลาม
นายเอเดรียน บลันเดลล์-วิกนัลล์ ที่ปรึกษาพิเศษของเลขาธิการโออีซีดีกล่าวในรายงานฉบับดังกล่าวว่า ยุโรปจำเป็นต้องทำให้ธนาคารมีเงินมากพอรับมือกับสภาวะวิกฤติและบีบให้ธนาคารเหล่านี้ลดการถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง สร้างเสถียรภาพให้กับระบบธนาคารด้วยการแยกธนาคารที่ให้บริการรายย่อยออกจากวานิชธนกิจ บีบให้ภาคเอกชนที่ถือพันธบัตรกรีซยอมลดมูลค่าหนี้ลงอย่างน้อย 50% รวมถึงเพิ่มขนาดกองทุนช่วยเหลือ
แม้ว่าคำแนะนำเหล่านี้จะไม่ใช่แนวคิดใหม่ แต่เมื่อมาจากองค์กรที่ได้รับความเชื่อถือจึงเปรียบเสมือนเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลยุโรปรีบดำเนินการ เวลานี้ประเทศในยุโรปก็พยายามสะสมเงินในระบบธนาคารของตัวเองอยู่แล้ว ขณะที่เรื่องที่จะมีการเพิ่มขนาดกองทุนช่วยเหลือหรือไม่จะมีการตัดสินใจในการประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในเดือนมีนาคม
บลันเดลล์-วิกนัลล์กล่าวด้วยว่า กองทุนช่วยเหลือควรมีบทบาทในการปล่อยกู้ให้กับประเทศที่มีปัญหาการเงิน ช่วยเพิ่มเงินทุนฉุกเฉินให้กับธนาคาร และในที่สุดอาจจะนำมาใช้ซื้อพันธบัตรจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่กำลังพยายามกว้านซื้อพันธบัตรรัฐบาลเพื่อควบคุมระดับต้นทุนการกู้ยืม นอกจากนี้ยังแนะนำว่าอีเอฟเอสเอสควรได้รับใบอนุญาตธนาคาร เพื่อให้มีช่องทางเข้าถึงแหล่งเงินของอีซีบีได้อย่างไม่จำกัด
ส่วนความคืบหน้าในการเจรจาเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของกรีซ ซึ่งเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่กรีซจะได้รับเงินช่วยเหลือก้อนใหม่จากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟนั้นยังคงไร้ข้อสรุป แหล่งข่าวใกล้ชิดกับการเจรจากล่าวว่า ข้อตกลงระหว่างกรีซและผู้ถือหุ้นภาคเอกชนสามารถสรุปได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง โดยเหลือเพียงความเห็นที่แตกต่างกันเล็กน้อยเท่านั้น แต่ปัจจัยที่ทำให้การตกลงยืดเยื้อออกไปคือความเห็นที่ไม่ลงรอยระหว่างเยอรมนีและไอเอ็มเอฟ
ไอเอ็มเอฟกล่าวว่า การลดมูลค่าหนี้กรีซในมือเอกชนเพียงฝ่ายเดียวไม่เพียงพอที่จะช่วยให้หนี้ของกรีซลดลงมาอยู่ในระดับ 120% ภายในปี 2563 ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าเป็นระดับที่จัดการได้ แต่เยอรมนีไม่เห็นด้วยที่จะให้ภาครัฐเข้าไปแบกรับภาระหนี้ส่วนที่เหลือ พร้อมกับโต้ว่าการลดหนี้ในส่วนดังกล่าวควรมาจากการลดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมของกรีซเอง กรีซจำเป็นต้องบรรลุข้อตกลงการปรับโครงสร้างให้ได้ก่อนครบกำหนดชำระหนี้ในเดือนมีนาคม โดยเจ้าหน้าที่ทางการหวังว่าจะได้ข้อสรุปภายในการประชุมรัฐมนตรีคลังนัดพิเศษในวันจันทร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้