ผู้เขียน หัวข้อ: เอกชนไทยลุยอินเดียต่อ หวังรัฐช่วยกะเทาะอุปสรรค  (อ่าน 103 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ บอร์ดธุรกิจ

  • Administrator
  • มหาเศรษฐี
  • *****
  • กระทู้: 46539
  • พลังน้ำใจ: 29
  • เพศ: ชาย
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ขายส่ง
    • อีเมล์
เสร็จสิ้นไปเรียบร้อยกับการเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการของนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะแขกคนสำคัญของงานวันชาติอินเดีย อย่างน้อยก็เป็นใบเบิกทางถึงระดับความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ

ซึ่งภาครัฐและภาคธุรกิจน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อ

นอกจากบริษัทไทยที่เข้ามารุกในอินเดียจะเดินหน้าขยายกิจการเพิ่ม ยังมีบริษัทไทยหน้าใหม่เริ่มเข้ามาชิมลางลงทุนในตลาดอินเดีย นอกเหนือไปจากการซื้อมาขายไปตามงานเทรดแฟร์ซึ่งจัดตามเมืองต่างๆ ในอินเดีย ปีละหลายครั้ง โดยกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์

บริษัทในเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งดำเนินธุรกิจในอินเดียมาเกือบ 20 ปี มีโรงงานหลายแห่งทางตอนใต้ของอินเดีย ได้เริ่มขยายธุรกิจขึ้นทางตะวันออก ไต่ไปทางเหนือ บริษัทอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ฯ เดินหน้าประมูลงานก่อสร้างในอินเดียต่อเนื่อง บริษัทพฤกษา เรียลเอสเตทฯ บริษัทร้อกเวิธฯ บริษัทศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ฯ บริษัทเดลต้า อิเล็คทรอนิกส์ฯ ล้วนยังลุยทำธุรกิจในอินเดียต่อ แม้จะมีอุปสรรคระหว่างทางพอสมควร ล่าสุดบริษัท ตะวันออกโปลีเมอร์ฯ ก็ร่วมลงทุนกับบริษัทอินเดีย โดยมีแผนตั้งโรงงานผลิตฉนวนหุ้มท่อปรับอากาศเป็นโครงการแรก

แม้กระทั่งการบินไทย และบางกอกแอร์เวย์ส ต่างขยับขยายปรับเที่ยวบินและเส้นทางการบินเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ล่าสุดเข้าเมืองไทย 916,787 คน หรือเติบโต 20.6% ในปี 2554  ที่ผ่านมา

นอกจากนี้ เม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากไทยมายังอินเดีย ยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากตัวเลขทางการล่าสุด การลงทุนตรงในอินเดียจากประเทศไทยมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆจาก 14.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2548 มาเป็น 61.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2553
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2554 มีเงินลงทุนโดยตรงจากประเทศไทย 56.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเงินลงทุนตรงจากอินเดียเข้าประเทศไทย 36.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ  อย่างไรก็ตาม เงินลงทุนตรงจากต่างประเทศเข้าสู่อินเดียโดยรวมอยู่ที่ 23,700 ล้านดอลลาร์ เติบโต 36% จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2553 ประเทศที่มีเงินลงทุนโดยตรงในอินเดียมากที่สุดคือ มอริเชียส สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา  สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น

แม้ว่าอินเดียจะเป็นหนึ่งในโอกาสทางธุรกิจ แต่อุปสรรคก็ไม่ใช่ธรรมดา โดยรวมหลายบริษัทประสบปัญหาการขอวีซ่าให้กับคนไทยไปทำงานที่อินเดีย นอกจากนี้ยังมีเงื่อนไขเงินเดือนขั้นต่ำ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อปี และการสมทบเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 12% จากนายจ้าง และ12% จากลูกจ้าง โดยสามารถได้รับเงินคืนเมื่ออายุ 58 ปี เหล่านี้ล้วนเป็นกำแพงสกัดทักษะแรงงานไทยในระดับหนึ่ง

ถึงกระนั้น แม้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของทางการอินเดียแล้ว ในบางครั้งการขอวีซ่าการทำงานยังเกิดความล่าช้าอย่างหาเหตุผลไม่ได้ ซึ่งส่งผลให้แผนงานของบริษัทยิ่งล่าช้าออกไป

บางบริษัทประสบกับปัญหาการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่เท่าเทียมกับบริษัทท้องถิ่น และความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎระเบียบและการตีความกฎหมายทำเอาหลายบริษัทถึงกับกุมขมับ ฟังดูอาจจะคุ้นๆ กับบ้านเรา แต่ดีกรีต่างกันพอสมควร

ปัญหาหลักๆ ดังกล่าว ก่อให้เกิดต้นทุนที่สูงขึ้น อันนำมาซึ่งการจำกัดขีดความสามารถในการแข่งขันกับบริษัทท้องถิ่น แนวคิดเบื้องต้นคือการเข้ามาอินเดียแบบเป็นกลุ่มให้ครอบคลุมหลายธุรกิจ สร้างอาณาจักรเล็กๆ ซึ่งมีอำนาจในการต่อรองเรื่องการจัดซื้อจัดหาที่ดิน และการดูแลต่างๆ เพื่อทำให้การดำเนินธุรกิจมีความราบรื่นขึ้น แต่แนวคิดดังกล่าวจะเป็นรูปธรรมได้มากขนาดไหน คงเป็นหนังยาวที่ต้องติดตามดู

ทีมเจรจากรอบข้อตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย กำลังจะเดินทางมาอินเดียอีกครั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้เพื่อเร่งหาข้อสรุปหลังจากเจรจามาแล้ว 22 รอบนับตั้งแต่เริ่มลดภาษี Early Harvest Scheme (82 รายการ) เมื่อปี 2547 และลดภาษีเป็น 0% ในปี 2549 ในขณะที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหรือบีโอไอ เตรียมจะมาเปิดสำนักงานแห่งแรกที่มุมไบภายในครึ่งปีหลังของปี 2555 นี้ ล่าสุดทางการอินเดียอนุญาตให้เอกชนต่างชาติสามารถถือหุ้นร้านค้าปลีกประเภทสินค้ายี่ห้อเดียว (single brand) ได้เต็ม 100% จึงนับเป็นสัญญาณอันดีที่น่าจะช่วยภาคเอกชนไทยได้มากขึ้น

 

ขายส่ง | เครื่องมือแพทย์ | POS | อาณาจักรธุรกิจ | บอร์ดธุรกิจ | บอร์ดจับคู่ธุรกิจ | Gossip | บอร์ดธรรมะ |