ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดจากสามประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดในยูโรโซนบ่งชี้ว่าสภาพเศรษฐกิจในช่วงสิ้นปี 2554 ย่ำแย่ลง และมีโอกาสก้าวเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2555 สร้างความกังวลใจระลอกใหม่ให้กับนักลงทุนว่ายูโรโซนจะก้าวผ่านปัญหาหนี้สาธารณะที่รุมเร้าอยู่ได้หรือไม่
เดอะ วอลล์ สตรีต เจอร์นัล รายงานว่า นักลงทุนเริ่มต้นปีใหม่ด้วยความกังวลใจรัฐบาลยูโรโซนจะสามารถระดมเงินได้เพียงพอสำหรับการรีไฟแนนซ์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านยูโรสำหรับพันธบัตรทั้งระยะสั้นและระยะยาวที่กำลังจะหมดอายุในปี 2555 ได้เพียงพอหรือไม่ ในวันพฤหัสบดี (5 ม.ค.) ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของอิตาลีพุ่งสูงขึ้นเกินระดับ 7% อีกครั้ง ขณะที่ค่าเงินยูโรลดลงกว่า 1% เหลือต่ำกว่า 1.28 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อยูโร ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2553
ด้านฝรั่งเศสแม้จะประสบความสำเร็จในการขายพันธบัตรมูลค่าเกือบ 8 พันล้านยูโร ด้วยอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าการขายครั้งก่อนเล็กน้อย แต่นักลงทุนเชื่อว่านี่อาจเป็นการขายพันธบัตรด้วยความน่าเชื่อถือระดับ AAA เป็นครั้งสุดท้าย มีการคาดหมายว่าสถาบันจัดอันดับเครดิตสแตนดาร์ดแอนด์พัวร์ส (เอสแอนด์พี) จะประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของฝรั่งเศสอย่างเร็วในเดือนมกราคมนี้
นอกจากนี้ตัวเลขดัชนีเศรษฐกิจของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกในยูโรโซน คือเยอรมนี ฝรั่งเศส และอิตาลี แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลงในช่วงปลายปี 2554 ยอดขายจากธุรกิจค้าปลีกของเยอรมนีลดลงในเดือนพฤศจิกายนเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน โดยข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติของเยอรมนีระบุว่า ยอดการค้าปลีกลดลง 0.9% ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากลดลง 0.2% ในเดือนตุลาคม อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวน่าจะเป็นผลกระทบมาจากวิกฤติหนี้ในยูโรโซนมากกว่าเป็นสัญญาณว่าความต้องการภายในประเทศลดต่ำลงอย่างหนัก
ขณะที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในฝรั่งเศสลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม 2551 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจถดถอยอย่างหนักจากการล้มของเลห์แมน บราเธอร์ส สำนักงานสถิติแห่งชาติฝรั่งเศส หรืออินซี เวลานี้คาดการณ์ว่าฝรั่งเศส ซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของยูโรโซนตามหลังเยอรมนี จะตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 ถึงไตรมาสแรกของปี 2555
อิตาลี ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับสาม ประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานในเดือนพฤศจิกายนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 8.5% ในเดือนตุลาคมเป็น 8.6% โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานอายุ 24 ปีและต่ำกว่า ซึ่งมีอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นถึงเกินกว่า 30% เป็นครั้งแรก เพิ่มจาก 29.2% ในเดือนตุลาคม
เศรษฐกิจของอิตาลีหดตัวในไตรมาส 3 ของปี 2554 และคาดว่าจะยังคงหดตัวต่อเนื่องไปจนถึงกลางปี 2555 เนื่องจากความต้องการภายในประเทศลดลง รวมถึงผลจากมาตรการลดค่าใช้จ่าย และการลดลงของการค้ากับต่างประเทศ สำนักงานสถิติแห่งชาติอิตาลีระบุว่า อัตราจ้างงานภายในประเทศลดลง 680,000 ตำแหน่งนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2551
กระนั้นตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวของเยอรมนีก็สร้างความหวังว่ายักษ์ใหญ่แห่งยูโรโซนอาจจะรอดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเหมือนเช่นที่มีการคาดหมายว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคจะต้องเผชิญในช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและผู้บริโภคในเยอรมนีต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนธันวาคม ขณะที่อัตราว่างงานเมื่อปรับตามฤดูกาลแล้วลดลงเหลือ 6.8% ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มใช้สถิติดังกล่าวในปี 2541 และต่ำกว่าความคาดหมายของนักวิเคราะห์
อัตราเงินเฟ้อราคาผู้ผลิตในยูโรโซนผ่อนคลายลงอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2554 เมื่อเทียบกับปีก่อน ชี้ให้เห็นว่าเงินเฟ้อราคาผู้บริโภคมีโอกาสลดต่ำตามลงมาอยู่ใกล้เคียงกับเป้าหมายต่ำกว่า 2% เล็กน้อยของธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) แม้ว่าในเดือนธันวาคมจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.8% ก็ตาม อย่างไรก็ดี แม้ราคาสินค้าจะยังเพิ่มสูงขึ้น แต่เป็นที่คาดหมายว่าอีซีบีจะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกครั้งจากระดับ 1% ในปัจจุบัน รวมถึงใช้มาตรการสนับสนุนอื่นๆ เพื่อกระตุ้นการเติบโตที่มีแนวโน้มอ่อนแอลง
ขณะเดียวกัน นายลูคัส ปาปาเดมอส นายกรัฐมนตรีกรีซ กล่าวว่า กรีซมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้ในเดือนมีนาคม ถ้าไม่สามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาเรื่องเงินกู้ยืมก้อนที่สอง กรีซมีหนี้มูลค่า 1.4 หมื่นล้านยูโรที่มีกำหนดชำระในเดือนมีนาคม ส่วนการเจรจากับเจ้าหนี้ภาคเอกชนเพื่อลดมูลค่าหนี้สินลง 50% คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นเดือนมกราคม ข้อตกลงดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งในเงื่อนไขรับเงินช่วยเหลือก้อนที่สองมูลค่า 1.3 แสนล้านยูโรของกรีซ ซึ่งถ้าบรรลุข้อตกลง หนี้ที่ภาคเอกชนถืออยู่มูลค่าถึง 2.06 แสนล้านยูโรจะถูกลดลงครึ่งหนึ่ง