ถ้าใครเปิดเว็บไซต์ thaiindia.net อาจจะแปลกใจไม่มากก็น้อย ที่มีรายงานว่า บริษัทมีชื่อเป็นสิบของไทย เช่น ซีพี อิตาเลียนไทย ไทยซัมมิท เดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ สยามซีเมนต์ พฤกษาเรียลเอสเตท ร้อกเวิธ เฟอร์นิเจอร์ ปตท.สผ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ บางกอกแอร์เวย์ส ดุสิตธานี ฯลฯ
ได้เข้าไปลงทุนตั้งโรงงาน เปิดโครงการ จับคู่หุ้นส่วนกับอินเดียในการขยายฐานการค้า / บริการหลายรัฐในอินเดีย และแนวโน้มจะมีมากขึ้นอีก
บริษัทไทยประสบปัญหาอุปสรรคการทำธุรกิจไม่ต่างกับนักลงทุนชาติอื่น เช่น การหาซื้อที่ดินตั้งโรงงาน กระแสไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่มีจำกัด ความล่าช้าและสลับซับซ้อนของระบบราชการ ความล่าช้าการส่งมอบพื้นที่ในกรณีบริษัทก่อสร้าง ตลอดจนคุณภาพฝีมือแรงงาน และปัญหาหยุดงานจากสหภาพแรงงาน
แต่ปัญหาปวดหัวข้างต้นไม่ได้ทำให้นักธุรกิจไทยย่อท้อเก็บกระเป๋ากลับบ้าน ถึงแม้จะคิดถึงบ้าน คิดถึงอาหารไทยกันทุกคน ตรงกันข้าม ผู้บริหารชั้นนำกลับเร่งระดมพนักงานมือดีที่มีประสบการณ์ไป "ลุย" เต็มที่ พร้อมแผนขยายการลงทุนแบบหวังอยู่ยาว รวมทั้งการจัดส่งแม่ครัวไปเสริมกับข้าวให้อิ่มอร่อยทุกมื้อ
คงไม่ต้องสาธยายถึงเหตุผลที่ทุกบริษัทเห็นศักยภาพในอินเดียที่มีอัตราเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแบบวิ่งไม่หยุด มีความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นทุกปี เท่าที่ฟังมาเองทั้งจากผู้บริหารในกรุงเทพฯ และผู้บริหารในโรงงานที่อินเดีย เอกชนไทยสามารถแก้ไขปัญหาอุปสรรคได้ด้วยประสบการณ์และฝีมือ
สิ่งที่นักธุรกิจไทยในอินเดียพูดเหมือนกันซึ่งก็ตรงกับสิ่งที่บรรดาทูตประเทศอื่นๆ ได้รับฟังจากนักลงทุนชาติตน คือ นักลงทุนต่างชาติในอินเดียต้องมีความอดทนและอดทน ต้องพยายามทำความเข้าใจอินเดียจากมุมมองของเขา จึงไม่แปลกใจที่บริษัทไทยหลายบริษัทประสบผลสำเร็จเพราะใช้เวลาศึกษาในการเข้าใจอุปนิสัยความนิยมของผู้บริโภคชาวอินเดีย เช่น การออกแบบบ้านของบริษัทพฤกษาฯ การใช้แรงงานสตรีในโรงงานที่พอนดูเชอร์รี่ของบริษัทเดลต้า อิเล็กทรอนิกส์ฯ
สำหรับผู้ประกอบการและผู้ส่งออกที่ยังไม่มีกำลังพอจะไปตั้งสำนักงานหรือจับคู่ธุรกิจกับฝ่ายอินเดียก็สามารถอ่านรายงาน ช่องทางโอกาส รสนิยมผู้บริโภคอินเดียตามรายสินค้าหรือแยกเป็นรัฐสำคัญ 10 รัฐแรกของอินเดียได้จากเว็บไซต์ thaiindia.net แม้แต่ข่าวสารที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจอินเดียทุกวันก็มีการย่อสรุปสั้นให้อ่านทุกวัน อ่านแล้วก็น่าจะพอจับกระแสธุรกิจในอินเดียได้
นี่คืองานหลักด้านหนึ่งของสถานทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ที่ร่วมมือกับหน่วยราชการอื่นๆ ในอินเดีย ติดตาม กรองสถานการณ์ ชี้โอกาส ถ่ายทอดประสบการณ์ของเจ้าสัวให้เถ้าแก่รายเล็ก รายย่อย จนถึงเจ้าสัวที่ยังไม่ได้ตัดสินใจให้ได้รับรู้ทุกวัน
บทบาทที่สอง คือ การต้อนรับและออกไปเยี่ยมรับฟังปัญหาของบริษัทไทยเพื่อสรุปและนำไปหารือกับทางการอินเดีย ทั้งในระดับรัฐบาลกลางและท้องถิ่น ซึ่งมีขนาดใหญ่และมีอำนาจในการตัดสินใจดำเนินการต่างๆ อาทิ รัฐทมิฬนาฑู ซึ่งมีจำนวนประชากรเท่ากับประเทศไทย
บทบาทที่สามคือ การมุ่งแก้ปัญหาที่ภาคเอกชนประสบร่วมกัน ขณะนี้มี 2 เรื่องคือ การทำความเข้าใจกับสถานทูตอินเดียในไทยเรื่องการออกวีซ่าให้ภาคเอกชนไทยโดยไว กับเรื่องการทำความตกลงยกเว้นการเก็บเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ซึ่งบริษัทไทยที่ลงทุนในอินเดียแล้วมีพนักงานคนไทยเกิน 20 คนต้องจ่ายถึงร้อยละ 12 ของเงินเดือนให้กองทุนอินเดีย กว่าจะได้คืนต้องรอไปจนพนักงานอายุ 58 ปี ซึ่งนานเกินรอ
สองเรื่องนี้ หากฝ่ายการเมืองไทยได้พบหารือกับฝ่ายการเมืองอินเดีย และตามจี้หน่วยงานของตนก็คงมีผลได้เร็วยิ่งขึ้น บัดนี้ทางฝ่ายอินเดียเสนอให้ทำความตกลงยกเว้นการเก็บเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ดังนั้นกระทรวงแรงงานไทยจึงต้องเร่งศึกษา
รัฐบาลอินเดียมีใจให้รัฐบาลใหม่ของไทยอยู่แล้ว เพราะไทยเป็นประชาธิปไตยและเสาหลักในอาเซียนที่ไม่มีปัญหาอะไรกับอินเดีย นอกจากนี้ทั้งสองประเทศยังมีสิ่งดีงามด้านอารยธรรม วัฒนธรรม ความเชื่อและศาสนาร่วมกัน เมื่อไม่นานมานี้ รัฐบาลอินเดียก็ได้ส่งสัญญาณทางการทูตที่ชัดเจนของการให้ความสำคัญกับประเทศไทยและการให้เกียรตินายกรัฐมนตรีใหม่ของเรา
ผมเชื่อว่า ปี 2555 ตั้งแต่มกราคมถึงธันวาคมจะเป็นปีทองแห่งความสัมพันธ์ไทย-อินเดียตั้งแต่อินเดียได้เอกราชมาเมื่อ 64 ปีที่แล้ว โดยผู้นำไทยจะได้รับเชิญเยือนอินเดียอย่างเป็นทางการถึง 2 ครั้งในปีเดียวกัน
ถ้าผู้นำให้ความสำคัญต่อผลประโยชน์ร่วมกัน รู้จักใกล้ชิด พบกันบ่อยขึ้น เอกชน คนไทย นักศึกษา พระธรรมทูตที่อยู่อินเดีย หรือผู้จะไปค้าขาย ลงทุนเพิ่ม ศึกษาต่อ ท่องเที่ยว แสวงบุญ ก็ย่อมได้อานิสงส์ไปทั่ว นี่คือการต่างประเทศ จับต้องลำบาก แต่ผลของงานไปปรากฏตามภาคส่วนต่างๆ ของไทยทั้งในและนอกประเทศ