ส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิล อิงค์ ในตลาดสมาร์ทโฟนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วของจีนเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา แต่ยุทธศาสตร์ที่แอปเปิลเลือกใช้ในการเจาะตลาดจีนกลับทำให้ไม่สามารถขยายตลาดได้รวดเร็วเท่าคู่แข่ง ไม่ใช่เพราะไอโฟนและไอแพดของแอปเปิลสูญเสียความนิยมจากผู้บริโภคชาวจีน ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทำยอดขายได้อย่างดีในร้านค้าปลีกแอปเปิลสโตร์ทั้ง 5 แห่งในเซี่ยงไฮ้และปักกิ่ง หรือแม้แต่จากผู้จำหน่ายที่ไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงในร้านแอปเปิลสโตร์ปลอมด้วย แต่รอยเตอร์ระบุว่าปัญหาที่แอปเปิลกำลังเผชิญดูเหมือนจะเป็นเรื่องของจังหวะเวลา
เทคโนโลยีเครือข่ายไร้สายของจีนยังไม่เพียงพอที่จะสนับสนุนฟังก์ชันของไอโฟนและไอแพดได้เต็มศักยภาพ ขณะที่ผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือรายอื่นวางจำหน่ายโทรศัพท์ที่รองรับมาตรฐานเครือข่ายไร้สายหลายมาตรฐานที่ใช้อยู่ในจีน การจับมือกับบริษัทผู้ให้บริการด้านโทรคมนาคมของจีนจะช่วยกระตุ้นยอดขายของแอปเปิลได้มากกว่านี้ แต่เครือข่ายขนาดใหญ่ที่สุดของจีน คือ ไชน่า โมบาย ซึ่งมีผู้ใช้บริการกว่า 600 ล้านคน อาจจะไม่มีเทคโนโลยีมารองรับการทำงานของผลิตภัณฑ์จากแอปเปิลได้เป็นวงกว้างจนกว่าปลายปี 2555 หรือ 2556
เมื่อไม่มีเทคโนโลยีโครงข่ายมารองรับอย่างเต็มประสิทธิภาพ โครงสร้างราคาที่ค่อนข้างตายตัวของแอปเปิล และรุ่นของผลิตภัณฑ์ที่มีให้เลือกน้อยก็เปิดโอกาสให้คู่แข่งที่มีความยืดหยุ่นทางกลยุทธ์มากกว่าเจาะเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดได้อย่างรวดเร็วกว่า แม้ส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในจีนของแอปเปิลเพิ่มขึ้นเกินกว่าเท่าตัวนับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2553 แต่ผู้ผลิตรายอื่น อาทิ ซัมซุง อิเล็กทรอนิกส์ มีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มกว่า 4 เท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกัน
เจน หวัง นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัยสัญชาติอังกฤษ โอวุม กล่าวว่า "กลยุทธ์ของแอปเปิลในจีนคือจับตลาดส่วนไฮเอนด์ ซึ่งก็เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่พอสำหรับให้แอปเปิลรุกเข้าไป" พร้อมให้ความเห็นต่อไปว่า แอปเปิลลดราคาผลิตภัณฑ์บางประเภทลงบ้าง ซึ่งในที่สุดก็จะทำให้ผู้บริโภคที่มีงบประมาณจำกัดสามารถซื้อได้ แต่การลดราคาขายของแอปเปิลก็คงทำได้เพียงในระดับหนึ่งเท่านั้น เพราะถ้าลดราคาขายลงต่ำเกินไปก็จะเป็นผลเสียต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
จีนมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเกินกว่า 950 ล้านคน มากกว่าประชากรทั้งหมดในทวีปยุโรป และได้รับการคาดหมายว่าจะก้าวแซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นมาเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกภายใน 10-15 ปี ขณะที่แอปเปิลทำรายได้จากยอดขายในจีนเพิ่มขึ้น 4 เท่าตัวในไตรมาส 4 เป็น 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากยอดขาย 28,000 ล้านดอลลาร์ทั่วโลก
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ราคาที่ค่อนข้างแพงของไอโฟนเป็นอุปสรรคหลักในการขยายส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิลในจีน และเปิดโอกาสให้คู่แข่งอย่างซัมซุง และหัวเหว่ย เทคโนโลยีส์ รุกตลาดเข้ามา ผู้บริโภคชาวจีนสามารถซื้อสมาร์ทโฟนแบรนด์อื่นๆ ได้ในราคาประมาณไม่เกิน 2,000 หยวน ขณะที่ราคาขายของไอโฟน 4 เริ่มต้นที่ 3,988 หยวน
แม้แอปเปิลจะลดราคาขายไอโฟนรุ่นเก่า คือรุ่น 3จีเอส ลงเหลือ 2,888 หยวน ซึ่งน่าจะเป็นที่ดึงดูดใจสำหรับผู้บริโภคที่ระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย แต่นั่นยังไม่เพียงพอ ในไตรมาส 3 แอปเปิลถูกหัวเหว่ยแซงหน้าขึ้นมาเป็นผู้จำหน่ายสมาร์ทโฟนอันดับ 3 ในจีน ทำให้ในตอนนี้แอปเปิลมีส่วนแบ่งตลาดสมาร์ทโฟนในจีนตามหลังโนเกีย ซัมซุง และหัวเว่ย โดยทั้งสามบริษัทต่างก็มีผลิตภัณฑ์หลากหลายรุ่นสำหรับเจาะตลาดผู้บริโภคในแต่ละเซ็กเมนต์
อันที่จริงส่วนแบ่งตลาดของแอปเปิลในไตรมาส 3 ของปี 2554 ลดลงเหลือ 10.4% จาก 13.3% ในไตรมาสก่อน ตรงข้ามกับซัมซุงที่มีส่วนแบ่งเพิ่มจาก 14.6% เป็น 19.2% และหัวเหว่ยที่เพิ่มขึ้นจาก 7.3% เป็น 11% ด้านผู้นำตลาดอย่างโนเกียก็กำลังสูญเสียความนิยม ด้วยส่วนแบ่งที่ลดลงเหลือ 26.8% จาก 36.2% ในไตรมาส 2 และ 71.4% ในไตรมาส 3 ปี 2553
นักวิเคราะห์ให้ความเห็นต่อไปว่า จุดเชื่อมต่อเดียวที่ยังขาดหายไปในการเจาะเข้าสู่ตลาดจีนของแอปเปิลคือการจับมือกับไชน่า โมบาย ซึ่งเป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายรายใหญ่ที่สุด หุ้นส่วนปัจจุบันของแอปเปิล คือ ไชน่า ยูนิคอม เป็นผู้ให้บริการอันดับที่ 2 ที่มีผู้ใช้งานตามมาห่างๆ ที่ 192.4 ล้านคน
ปัญหาหลักของการจับมือกันระหว่างแอปเปิลและไชน่า โมบาย คือรายละเอียดข้อตกลงด้านการแบ่งรายได้ที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหนึ่งปัญหาคือเทคโนโลยี 3จี ของไชน่า โมบาย เป็นคนละระบบกับที่แอปเปิลใช้ในไอโฟน นักวิเคราะห์มองว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่แอปเปิลและไชน่า โมบายจะลงนามทำข้อตกลงร่วมกันภายใต้ระบบ 3จีในปัจจุบัน เมื่อไชน่า โมบายเปิดให้บริการระบบ 4จี ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงปลายปีหน้าหรือต้นปี 2556 นั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของการทำข้อตกลงกับแอปเปิล