การเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและประเทศตะวันตกที่จ้องเพิ่มการคว่ำบาตรอิหร่านโดยหวังผลให้ผู้นำอิหร่านยุติโครงการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ กลับกลายเป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียดขึ้นแทนที่ โดยผู้บัญชาการกองทัพเรืออิหร่านได้ประกาศเป็นครั้งที่สองในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ว่าแสนยานุภาพของกองทัพอิหร่านมีเพียงพอที่จะปิดช่องแคบฮอร์มุซ บริเวณปากอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญเส้นทางหนึ่งของโลก เนื่องจาก 1 ใน 6 ของน้ำมันดิบที่ผลิตออกสู่ตลาดโลกต้องลำเลียงผ่านช่องแคบดังกล่าว
นายแชมเซดดิน ฮอสเซนี รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจของอิหร่าน กล่าวเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา (6 ม.ค.) ว่า ความพยายามกดดันอิหร่านของประเทศตะวันตกนำโดยสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) ด้วยการเพิ่มการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน เปรียบได้กับการประกาศสงครามเศรษฐกิจกับอิหร่าน ซึ่งจะไม่มีผลสร้างความหวั่นวิตกใดๆ ขณะเดียวกันนายอาลี อัคบาร์ ซาเลฮี รัฐมนตรีต่างประเทศของอิหร่าน ได้ตอกย้ำถึงความพร้อมที่จะเผชิญแรงกดดันของอิหร่าน โดยเขากล่าวว่า อิหร่านได้ฟันฝ่ามรสุมแรงกดดันจากประเทศตะวันตกที่เขาเรียกว่า "ชาติอันธพาล" มาตลอดระยะเวลา 32 ปีที่ผ่านมา จึงเชื่อว่าจะสามารถผ่านพ้นการคุกคามครั้งนี้ไปได้ด้วยดีเช่นที่เคยเป็นมา อย่างไรก็ตาม เขาได้เปิดช่องทางสำหรับการประนีประนอมด้วยโดยระบุว่า อิหร่านต้องการที่จะเปิดการเจรจากับประเทศตะวันตกอีกครั้งเพื่อหารือเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้การเจรจามีขึ้นที่ประเทศตุรกี
การประกาศเปิดโอกาสสำหรับการเจรจาครั้งใหม่ของอิหร่านมีนายอาห์เหม็ด ดาวูโตกลู รัฐมนตรีต่างประเทศของตุรกีร่วมเป็นสักขีพยาน นายดาวูโตกลูยืนยันว่าอิหร่านมีความเต็มใจและประสงค์จะเปิดโต๊ะการเจรจาอีกครั้ง แต่ท่าทีดังกล่าวก็ไม่ได้รับการตอบสนองที่ดีนัก เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นเพียงการเตะถ่วงซื้อเวลาของฝ่ายอิหร่านที่จะยังคงเดินหน้าทำโครงการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์ต่อไป
การเผชิญหน้าที่เกิดขึ้นส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทะยานขึ้นไปแล้วตั้งแต่เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาและยังคงอยู่ในทิศทางดังกล่าว ราคาน้ำมันดิบเบรนต์ของอังกฤษสัญญาส่งมอบในเดือนกุมภาพันธ์ ปรับสูงขึ้นสู่ระดับ 114.64 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ซึ่งเป็นระดับราคาสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 14 พฤศจิกายน 2554 นักวิเคราะห์ตลาดพลังงานหลายรายให้ทรรศนะตรงกันว่า ถ้าหากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาจริงๆ ผลกระทบจะปรากฏให้เห็นในทันที โดยราคาน้ำมันจะขยับสูงขึ้นและคาดว่าอาจจะสูงขึ้นถึง 50% ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญการเมืองตะวันออกกลางมีความเชื่อว่า อิหร่านไม่น่าจะเลือกใช้วิธีการเผชิญหน้าด้วยความรุนแรงแม้ว่าแสนยานุภาพทางทหารของอิหร่านเพียงพอที่จะโจมตีหรือขัดขวางการสัญจรผ่านช่องแคบดังกล่าวซึ่งตั้งอยู่ปากอ่าวเปอร์เซียระหว่างแผ่นดินประเทศอิหร่านและโอมาน และเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบปริมาณราว 15.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่า 1 ใน 6 ของปริมาณผลผลิตน้ำมันทั่วโลก (ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา)
ด้านนายฟิลลิป แฮมมอนด์ รัฐมนตรีกลาโหมของอังกฤษ กล่าวที่สภาความมั่นคงแห่งแอตแลนติกที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (6 ม.ค.) ว่า กองทัพเรืออังกฤษจะเข้าร่วมปฏิบัติการใดๆก็ตามที่จะทำให้ช่องแคบฮอร์มุซเปิดเป็นเส้นทางสัญจรได้ตามปกติ เขาย้ำว่า ความพยายามใดๆก็ตามของอิหร่านที่จะปิดเส้นทางน้ำที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดทางยุทธศาสตร์ เพื่อเป็นการตอบโต้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่านถือว่าเป็นความพยายามที่ผิดกฎหมายและไม่มีวันจะทำได้สำเร็จ
เจ้าหน้าที่รัฐบาลสหรัฐฯกล่าวว่า ทัพเรือของสหรัฐฯที่ประจำการอยู่ในบาห์เรน มีความพร้อมที่จะปกป้องเส้นทางการเดินเรือ และหากจำเป็นก็จะใช้กำลังอาวุธในการตอบโต้อิหร่าน กระนั้นก็ตามนักวิเคราะห์ด้านพลังงานจากกระทรวงพลังงานของสหรัฐฯ ประเมินสถานการณ์ว่า อิหร่านซึ่งการพัฒนาเศรษฐกิจต้องพึ่งพาการส่งออกน้ำมันปริมาณอย่างน้อย 2 ล้านบาร์เรลต่อวันผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นช่องทางเดียวทางทะเลที่น้ำมันของอิหร่านจะออกสู่อ่าวเปอร์เซียได้ ไม่น่าจะตัดสินใจปิดช่องทางดังกล่าวเพราะเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวตัวเอง นอกจากนี้การปิดช่องแคบฮอร์มุซจนมีผลต่อการส่งมอบน้ำมันดิบ ยังจะสร้างผลกระทบต่อหลายประเทศรวมทั้งจีน ซึ่งเป็นพันธมิตรทั้งทางเศรษฐกิจและการต่างประเทศของอิหร่านมาช้านาน ทั้งนี้จีนเป็นประเทศผู้ซื้อน้ำมันรายใหญ่และสำคัญที่สุดของอิหร่าน และยังเป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันที่พึ่งพิงน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางรายใหญ่รายหนึ่ง จีนมีโครงการลงทุนขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมน้ำมันของอิหร่าน ทั้งยังเป็นประเทศในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ที่คอยคัดค้านการคว่ำบาตรอิหร่านของบรรดาชาติตะวันตกอีกด้วย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่นักวิเคราะห์หวาดหวั่นก็คือ การประเมินสถานการณ์ผิดพลาดไม่ว่าจะเป็นจากฝ่ายใดก็ตาม ที่นำไปสู่การกระทำที่ล้ำเส้นหรือเกินเหตุในที่สุด