เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ ที-โมบาย ยูเอสเอ ตกที่นั่งลำบาก หลังเอทีแอนด์ทีประกาศถอนตัวจากข้อเสนอควบรวมกิจการมูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ในตอนนี้บริษัทต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่ในการดำเนินธุรกิจในตลาดไร้สายในสหรัฐอเมริกาที่การแข่งขันสูง
นายแอนเดรียส ฟุชส์ โฆษกของบริษัท ดอยช์ เทเลคอมฯ บริษัทโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของเยอรมนีซึ่งเป็นเจ้าของและผู้บริหารกิจการของที-โมบาย กล่าวยอมรับว่า "เราไม่มีแผนสอง เราต้องกลับมาที่จุดเริ่มต้นอีกครั้ง" ขณะที่นักวิเคราะห์เองก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าทิศทางของที-โมบายจะมุ่งหน้าไปทางไหนต่อไป "ที-โมบายคงจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเรื่องนี้ พวกเขาควรทบทวนยุทธศาสตร์ของตัวเอง แทนที่จะไปไล่ตามความฝันในการควบรวมกิจการ ตอนนี้พวกเขาเสียเวลาไปมาก" เทโร คุยทิเนน นักวิเคราะห์อาวุโสจากเอ็มจีไอ รีเสิร์ช ให้ความเห็น
เอทีแอนด์ที เครือข่ายไร้สายอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ เสนอซื้อกิจการที-โมบายที่มีปัญหาทางด้านการเงิน เป็นมูลค่า 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา แต่ข้อตกลงดังกล่าวต้องเป็นอันล้มไปหลังจากติดปัญหาไม่ได้รับการอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ
นักวิเคราะห์บางรายคิดว่า ที-โมบายอาจจะเดินหน้ามองหาหุ้นส่วนเครือข่ายโทรศัพท์มือถืออื่นๆ หรือแม้แต่ร่วมหุ้นกับผู้ให้บริการทีวีดาวเทียม ดิช เน็ตเวิร์ก ที่แสดงความสนใจในกรณีที่ข้อตกลงระหว่างที-โมบายกับเอทีแอนด์ทีไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ อย่างไรก็ดีฟุชส์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ถ้าไม่มีข้อตกลงในการควบรวมกิจการครั้งใหม่ ที-โมบายก็มีทางเลือกที่น่าสนใจไม่มากนัก ที-โมบายอยู่ในสถานะที่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากยังไม่ได้ทำการติดตั้งโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบเครือข่าย 4 จี เหมือนที่บริษัทอื่นๆ ทำ ความล่าช้าดังกล่าวอาจส่งผลให้บริษัทสูญเสียลูกค้าจำนวนมากยิ่งขึ้นไปให้กับคู่แข่งขันที่มีขาดใหญ่กว่าทั้ง 3 ราย คือ เอทีแอนด์ที เวอไรซอน ไวร์เลส และสปรินต์ เน็กซ์เทล
ที-โมบายตามหลังคู่แข่งมากอยู่แล้ว โดยข้อมูลจากเชแทน ชาร์มา นักวิจัยและนักวิเคราะห์อิสระระบุว่าในปีนี้ เอทีแอนด์ทีและเวอไรซอนต่างเพิ่มจำนวนผู้ใช้งานใหม่ได้กว่า 5 ล้านราย ขณะที่ที-โมบายสูญเสียลูกค้าไป 23,000 ราย แม้แต่สปรินต์ที่ประสบปัญหาในการแข่งขันกับเอทีแอนด์ทีและเวอไรซอนก็ยังมีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นเกือบ 3.5 ล้านราย ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2554
อย่างไรก็ดี แม้จะยังไม่มีโครงข่าย 4จี แต่สเปกตรัมของที-โมบายก็ยังเป็นสินทรัพย์ที่มีค่า บริษัทอาจจะเจรจากับสปรินต์เพื่อใช้โครงสร้างพื้นฐานระบบ 4จี ร่วมกัน กระนั้นนักวิเคราะห์บางรายไม่คิดว่าที-โมบายจะจับมือกับเครือข่ายไร้สายอื่น โดยเครก มอฟเฟตต์ นักวิเคราะห์จากแซนฟอร์ด เบิร์นสทีน แอนด์ คอมพานี ชี้ให้เห็นว่านายเรเน โอเบอร์มันน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของดอยช์ เทเลคอม ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่ายังมองหาหนทางถอนธุรกิจออกจากสหรัฐฯ และถึงที-โมบายจะตกลงจับมือกับสปรินต์ ก็ไม่น่าจะได้รับการอนุมัติจากทางการ
นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งกล่าวว่า ข้อเสนอซื้อกิจการที-โมบายจากบริษัทเทคโนโลยีอย่างกูเกิล เฟซบุ๊ก หรือแม้แต่อเมซอน จะช่วยให้บริษัทเหล่านี้มีอำนาจต่อรองในการขายอุปกรณ์และบริการของตัวเองได้ดีขึ้น แต่มาร์ค วินเธอร์ รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ด้านโทรคมนาคมจากไอดีซี กล่าวว่า เป็นสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ วินเธอร์มองว่าบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านั้นไม่น่าจะลงทุนในบริษัทที่มีปัญหาและตกอยู่ท่ามกลางธุรกิจที่มีการแข่งขันสูง