ตัวเลขยอดขายคงจะมหาศาล ถ้าคนอินเดียดื่มเบียร์ไทยคนละขวด วันละขวด แต่ความจริงสำหรับเส้นทางสายนี้ค่อนข้างยากทีเดียวเริ่มต้นจากกฎระเบียบของทางการที่กำหนดเวลาการจำหน่ายเครื่องดื่มมึนเมา
ตามมาด้วยข้อกำหนดที่ว่าร้านที่มีสิทธิ์จำหน่ายเครื่องดื่มดังกล่าวต้องมีใบอนุญาต ดังนั้นจะไม่เห็นใครในอินเดียนั่งดื่มเบียร์กลางวันแสกๆ ริมถนนอย่างในบ้านเรา
เจ้าที่แรง เพราะอินเดียมีเบียร์ของตัวเอง คือ คิงฟิชเชอร์ (Kingfisher) เป็นเจ้าตลาดอยู่แล้ว และพฤติกรรมการบริโภคของชาวอินเดียคือนิยมสินค้าของตน นอกเสียจากว่าเป็นแบรนด์ระดับโลก จึงจะสามารถเจาะกลุ่มลูกค้าอีกระดับได้ และที่สำคัญคือคนหนุ่มสาวชาวอินเดีย มีลักษณะผูกติดแบรนด์ ดังนั้นกำลังซื้อที่เพิ่มมากขึ้นในคนกลุ่มนี้ก็จะยิ่งสร้างพลังการบริโภคให้กับแบรนด์ที่ตนชื่นชอบ บริษัทซาบมิลเลอร์ฯ ผู้ผลิตเบียร์รายใหญ่อันดับ 2 ของโลกเข้าตลาดอินเดียมาในปี 2543 โดยการเข้าซื้อกิจการของบริษัทท้องถิ่นจนปัจจุบันมีสัดส่วนมาร์เก็ตแชร์ที่ 30% ตามหลังยูไนเต็ด บริวเวอร์รี่ (ผู้ผลิตคิงฟิชเชอร์) มีโรงงานผลิต 11 แห่งในอินเดีย และยังซื้อกิจการเบียร์อย่างต่อเนื่อง พร้อมนำสินค้าแบรนด์อื่นภายใต้ร่มเงานำมาบุกตลาดอินเดีย เพื่อสร้างความหลากหลาย และเจาะกลุ่มเป้าหมายได้ครอบคลุม
ราคาสู้ไม่ได้ เพราะกำแพงภาษีนำเข้าเบียร์ที่สูงมาก ไม่รวมภาษีพิเศษอื่นที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันเบียร์สิงห์มีผู้แทนจำหน่ายในอินเดีย เป็นการนำเข้ามาขาย โดยเบียร์สิงห์ที่อินเดียมีราคาสูงกว่าที่ขายในไทยราวหนึ่งเท่าตัว ดังนั้นเบียร์ไทยจึงมีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม และหาซื้อได้เฉพาะที่ และเนื่องจากแบรนด์เบียร์ไทยยังไม่เป็นที่รู้จัก คนอินเดียจึงไม่ได้คาดหวังว่าจะมีเบียร์ไทยขายที่ไหน
นอกจากนี้ คอเบียร์ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า เบียร์ไทยแรง รสชาติจึงยังไม่ถูกปากชาวอินเดียนัก เมื่อความต้องการน้อย การนำเข้าในปริมาณไม่มากจึงยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นไปอีก ด้วยประการทั้งปวง การมาของธุรกิจไทยคงต้องมาแบบครบวงจร จะตัดตอนมาคงจะลำบาก โดยอาจจะเริ่มต้นจากการสร้างแบรนด์สินค้าไทยที่ร้านอาหารไทย สร้างความคาดหวังว่าลูกค้าจะได้พบสินค้าไทยที่ร้านไทย นอกจากนี้ ในการออกงานแสดงสินค้าของผู้ประกอบการไทยซึ่งจัดโดยหน่วยงานภาครัฐเช่นกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศยังเป็นกระบวนการน้ำซึมบ่อทรายเข้าไปในความคุ้นเคยของคนอินเดียได้
ถ้าเบียร์ไทยจะมาลงทุนผลิตในอินเดีย ก็ต้องร่วมหุ้นกับบริษัทท้องถิ่นจ้างเขาผลิต และถ้ามั่นใจพอก็เข้ามาซื้อกิจการจากธุรกิจท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม การทำธุรกิจในอินเดียยังตามมาด้วยกรอบกฎระเบียบหากต้องการส่งคนงานไทยมาทำงานที่อินเดีย เพราะตั้งแต่มีการหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานจีน ทางการอินเดียจึงประกาศกฎเหล็กสกัดแรงงานต่างชาติโดยกำหนดรายได้ขั้นต่ำ 25,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปีสำหรับการออกวีซ่าการทำงานให้ลูกจ้างต่างชาติหนึ่งราย นอกจากนี้ หากบริษัทใดมีพนักงานคนไทยเกิน 20 คน ก็ต้องสมทบเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราร้อยละ 12 ของเงินเดือน และไม่สามารถจะไถ่ถอนคืนได้จนกว่าพนักงานจะอายุ 58 ปี
นอกจากกฎระเบียบตามตัวอักษร การทำธุรกิจในอินเดียอาจมีอุปสรรคที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นตลอดเวลา เช่น การถูกเรียกตรวจสอบคุณภาพ การต้องขอใบอนุญาตประกอบกิจการนับสิบๆ รายการ ในขณะที่ปัญหาเรื่องการซื้อที่ดิน และอุปสรรคจากการเมืองท้องถิ่นก็เป็นอีกปัญหาสำคัญสำหรับนักธุรกิจทุกชาติ เพราะแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ของอินเดียเองอย่าง บริษัททาทา มอเตอร์สฯ ยังต้องระงับโครงการผลิตรถนาโนมูลค่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในรัฐเวสต์ เบงกอล ทั้งๆ ที่เกือบจะพร้อมเดินเครื่องผลิตแล้ว
สหภาพแรงงานที่อินเดียมีบทบาทค่อนข้างสำคัญ และมีเรื่องชวนให้เวียนหัวอยู่ได้บ่อยๆ บริษัทไทยเราบางรายก็เคยถูกนัดประท้วงหยุดงานทำให้การผลิตชะงักไปพอสมควร นักธุรกิจในอินเดียให้ความเห็นว่ารัฐที่มีปัญหาเรื่องสหภาพแรงงานน้อยที่สุดคือ รัฐคุชราต ซึ่งว่ากันว่าจะเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์แห่งใหม่ของอินเดีย ตามมาด้วยรัฐราชสถาน และรัฐปัญจาบ และที่ต้องคำนึงถึงอีกประการคือ รายละเอียดของกฎระเบียบแตกต่างกันไปในแต่ละรัฐ
ประมาณการว่าปัจจุบันขนาดตลาดเบียร์ในอินเดียอยู่ที่ราว 1.7 หมื่นล้านลิตร และมีอัตราเติบโตปีละ 8%-10% หากเบียร์ไทยจะมาแบบฉาบฉวย ก็คงเป็นได้แค่น้ำจิ้มประดับจาน