แม้ปัจจัยในฟากอุปสงค์น้ำมันจะยังคงค่อนข้างอ่อนแรง แต่ราคาน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ระดับเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากความตึงเครียดในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ
ราคาน้ำมันทะยานขึ้นเหนือระดับ 113 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรลเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (10 มกราคม) พร้อมกับข่าวความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นไม่ว่าจะเป็นกรณีการเผชิญหน้าระหว่างอิหร่านและประเทศตะวันตกเกี่ยวกับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่านและเหตุการณ์ความไม่สงบในไนจีเรีย ทั้งนี้เมื่อต้นสัปดาห์ อิหร่านได้ยืนยันการเพิ่มสมรรถนะแร่ยูเรเนียมที่ศูนย์ปฏิบัติการใต้ดินฟอร์โดว์ในจังหวัด Qom ซึ่งเป็นการกระทำที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า เป็นการละเมิดมติของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ในอัตราเร่งที่เพิ่มขึ้น
ความตึงเครียดของการเผชิญหน้ามีเพิ่มขึ้นเป็นลำดับเมื่ออิหร่านยืนยันที่จะเดินหน้าโครงการทดลองเทคโนโลยีนิวเคลียร์โดยย้ำวัตถุประสงค์เพื่อประโยชน์ด้านพลังงานและพลเรือน นอกจากนี้ยังขู่ปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมัน 1 ใน 5 ของผลผลิตน้ำมันดิบทั้งหมดของโลกหากชาติตะวันตกคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ล่าสุด อิหร่านยังเพิ่มความตึงเครียดถึงระดับร้อนระอุด้วยการตัดสินประหารชีวิตอดีตนาวิกโยธินชาวอเมริกันที่ถูกข้อกล่าวหาว่าเป็นสายลับในอิหร่านเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (9 มกราคม) นอกจากนี้ยังมีข่าวที่ออกมาซ้ำเติมภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลก โดยสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ประกาศจะเลื่อนการเปิดโครงการท่อส่งน้ำมันที่จะทำให้ไม่ต้องลำเลียงผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกไปเป็นกลางปีนี้ ซึ่งข่าวดังกล่าวยิ่งเพิ่มความวิตกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ว่าปริมาณน้ำมันดิบจากประเทศผู้ผลิตแถบอ่าวเปอร์เซียอาจจะประสบปัญหาหากภาวการณ์เผชิญหน้าเข้าสู่ระดับรุนแรงเกินควบคุม
ราคาน้ำมันดิบเบรนต์สัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ขยับสูงขึ้นอีก 0.5 % สู่ระดับ 113.01 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบของสหรัฐฯ สัญญาส่งมอบเดือนกุมภาพันธ์ปรับสูงขึ้น 62 เซ็นต์ไปปิดที่ระดับ 101.92 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในวันเดียวกัน นาตาลี โรเบิร์ตสัน จากธนาคารเอเอ็นซี ให้ความเห็นว่า แม้ปัจจัยในฟากอุปสงค์น้ำมันจะยังคงค่อนข้างอ่อนแรง แต่ราคาน้ำมันดิบจะยังคงอยู่ระดับเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเนื่องจากความตึงเครียดในเชิงการเมืองระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังคาดการณ์ว่า การประชุมของสหภาพยุโรป (อียู) ในวันที่ 23 มกราคมที่จะถึงนี้ซึ่งจะมีการหารือว่าอียูจะคว่ำบาตรน้ำมันจากอิหร่านหรือไม่นั้น จะส่งผลกระทบสำคัญอย่างยิ่งต่อทิศทางของราคาน้ำมัน เนื่องจากอียูโดยรวมนั้น คือผู้ซื้อน้ำมันดิบจากอิหร่านรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งรองๆจากจีน โดยอียูมีการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านประมาณวันละ 5 แสนบาร์เรลขณะที่อิหร่านมีความสามารถในการส่งออกน้ำมันดิบที่วันละ 2.6 ล้านบาร์เรล และสามารถผลิตน้ำมันที่อัตราวันละ3.5 ล้านบาร์เรล นับเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 รองจากซาอุดีอาระเบีย
อิหร่านโชว์แสนยานุภาพทางการทหารระหว่างการซ้อมรบบริเวณชายฝั่งทะเลโอมาน ในภาพคือการยิงขีปนาวุธ นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดน้ำมันยังคงอยู่ในภาวะเปราะบางอย่างยิ่งเนื่องจากนักลงทุนกำลังติดอยู่ในกึ่งกลางระหว่างสองตัวแปรสำคัญ คือ ความเป็นไปได้ที่จะเกิดการชะงักงันของน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียและอุปสงค์จากยุโรปที่ยังอ่อนแออยู่ นักวิเคราะห์บางรายยังคาดหมายว่าปริมาณน้ำมันดิบในสำรองเพื่อการพาณิชย์ของสหรัฐอเมริกาอาจจะมีเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา คือเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยประมาณ 2 แสนบาร์เรลเนื่องจากมีตัวเลขการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง (จากการสำรวจในเบื้องต้นของรอยเตอร์)
อีกตัวแปรที่จะมีผลในฟากอุปทานน้ำมัน คือ การชุมนุมประท้วงทั่วประเทศในไนจีเรียซึ่งเริ่มมาตั้งแต่วันจันทร์ โดยฝ่ายผู้ประท้วงคัดค้านการที่รัฐบาลยกเลิกการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศ แต่แหล่งข่าวระบุว่า สถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการผลิตน้ำมันดิบของไนจีเรียแต่อย่างใด
ในฝั่งอุปสงค์ ข้อมูลทั้งจากยุโรปและจีนชี้ว่า เศรษฐกิจของทั้งสองฝ่ายกำลังชะลอการเติบโตลง ซึ่งเป็นปัจจัยที่จะช่วยสกัดกั้นราคาน้ำมันไม่ให้พุ่งสูงมากนัก ทั้งนี้เศรษฐกิจที่อ่อนแรงลงของยุโรปถูกตอกย้ำมากขึ้นด้วยข้อมูลเศรษฐกิจจากเยอรมนีที่บ่งชี้ว่า ผลผลิตในภาคอุตสาหกรรมลดลง 0.6 % ในเดือนพฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นการลดลงที่มากกว่าความคาดหมาย นอกจากนี้ การที่ผู้นำเยอรมนีและฝรั่งเศสได้ออกมาเตือนกรีซให้เร่งแก้ปัญหาหนี้สาธารณะอย่างเคร่งครัดตามแผนก็ยิ่งทำให้ภาพความอ่อนแอของเศรษฐกิจในยูโรโซนได้รับการตอกย้ำอีกครั้ง
ขณะเดียวกันข้อมูลตัวเลขการค้าของจีนสะท้อนให้เห็นถึงการชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจเช่นกัน โดยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา มูลค่าการนำเข้าและส่งออกของจีนขยายตัวในอัตราต่ำสุดในรอบสองปีกว่า โดยตัวเลขการส่งออกขายตัวที่อัตราเฉลี่ย 13.4 % และนำเข้าขยายตัวที่ 11.8 % ซึ่งนับว่าต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ 17 % อยู่มาก ทั้งนี้ จีนเป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบรายใหญ่ของโลก แต่ในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบในอัตราวันละ 5.16 ล้านบาร์เรล ซึ่งลดลงถึง 6.5 % เมื่อเทียบกับการนำเข้าในเดือนพฤศจิกายน (แต่หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2553 ก็ยังเป็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นในอัตรา 6 %)