อินเดียมีความพร้อมแทบจะทุกอย่างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเกษตร อุตสาหกรรม ไอที การศึกษา หรือแม้ แต่กำลังซื้อมหาศาลของผู้บริโภคด้วยเหตุนี้บริษัทต่างชาติจึงไม่ละความ พยายามที่จะบุกเข้าสู่ตลาดอินเดีย
แม้ว่าหลายรายจะเข้ามาพบเจอกับอุปสรรค ถึงกับต้องชอกช้ำกันไปบ้าง ตามสมควร
อินเดียกำลังพยายามเปิดประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามดูแลผลประโยชน์ของคนภายในประเทศด้วย ดังนั้นหลายอุตสาหกรรม หากไม่ถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะคนอินเดีย ก็ถูกกำหนดเพดาน การครอบครอง และเนื่องจากตลาดอินเดียใหญ่มาก การจะพรวดพราดฉายเดี่ยวเข้ามาตะลุยบุกเจาะตลาดเองนั้น อาจจะถูกน็อกยกแรกได้ง่ายๆ ด้วยเหตุนี้ บริษัทต่างชาติจำนวนมากที่มองเห็นโอกาสที่กำลังเติบโตของอินเดีย จึงเข้ามาทำธุรกิจผ่านการร่วม ทุนกับบริษัทท้องถิ่น บางรายต้องตั้งสถาบันอบรมฝึกอาชีพเพื่อถ่ายทอดโนว์ ฮาว (know how) เช่น บริษัท เปอโยต์ฯ ผู้ ผลิตรถยนต์ มีแผนสร้างโรงงานกำลังผลิต 170,000 คันต่อปี ในเมืองซานันด์ ทางตะวันตกของอินเดีย นอกจากจะเตรียมงบ ลงทุน 4 หมื่นล้านรูปี (ราว 2.8 หมื่นล้านบาท) สำหรับโรงงานผลิตแล้ว เปอโยต์ยังได้ลงนามร่วมกับรัฐกุจราช สร้างสถาบัน พัฒนาฝีมือยานยนต์ให้คนอินเดียควบคู่กันไปด้วย
ต้องยอมรับว่า หลายบริษัทที่เข้ามาในอินเดียแล้วอยู่ได้ไม่ยืดก็มี ในบรรดา 50 บริษัทร่วมทุนระหว่างอินเดียกับต่างชาติที่ต้องแยกทางกันไปในที่สุดนั้น มีบริษัทชั้นนำของโลกรวมอยู่ด้วย เช่น บริษัทมหินทราฯ (Mahindra) บริษัทยักษ์ใหญ่ใน วงการรถยนต์และการขนส่งของอินเดีย แยกทางกับเรโนลต์ บริษัทรถจากฝรั่งเศส หลังจากร่วมงานกันมา 4 ปี บริษัทฮีโร่ของ อินเดีย กับบริษัทฮอนด้าของญี่ปุ่นสะบั้นรักหลังร่วมงานกันมา 27 ปี สถาบันการเงินของอเมริกาอย่างเมอร์ริล ลินช์, มอร์แกน สแตนเลย์ และโกลด์แมน ซากส์ ล้วนเคยจูบลาการร่วมทุนกับบริษัทอินเดียมาแล้วทั้งนั้น ล่าสุด บริษัทเทเลนอร์จากนอร์เวย์ ซึ่งถือหุ้น 67.25% ในบริษัท ยูนินอร์ฯ (Uninor) บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่อันดับ 7 ในอินเดียก็กำลังฟึดฟัดจะหาคู่ใหม่ หาก บริษัทยูนิเทค (Uni-tech) ของอินเดียไม่ยอมร่วมใส่เงินซื้อหุ้นเพิ่มทุน
อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างที่สดใสก็มีให้เห็น เช่นบริษัท ร้อกเวิธฯ ผู้ผลิตเฟอร์ นิเจอร์ของไทย ที่ครองส่วนแบ่งผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์สำนักงานในประเทศไทยเกิน 50% ได้เริ่มขยายการลงทุนมาตั้งโรงงานที่อินเดีย ด้วยเหตุผลหลักคือเรื่องต้นทุน และถ้าทุกอย่างลงตัว โรงงานที่อินเดีย
ก็จะเป็นฐานการผลิตสำหรับตลาดเอเชียใต้และตะวันออกกลางของบริษัท ในขณะที่โรงงานในไทยจะเป็นฐานผลิตรองรับตลาดประชาคมอาเซียน
ทั้งนี้ ใบเบิกทางสำคัญของร้อกเวิธคือ พันธมิตรที่มีเครือข่ายในอินเดีย อีกทั้งการเข้าไปเป็นบริษัทแรกๆ ที่ตั้งโรงงาน ในนิคมอุตสาหกรรม Sri City ซึ่งเป็นเขต เศรษฐกิจพิเศษ ได้รับสิทธิประโยชน์ในด้านภาษี การส่งรายได้กลับประเทศ ปราศจากปัญหาสหภาพแรงงาน และที่สำคัญไม่ต้องปวดหัวกับเรื่องการหาที่ดิน การจับจองที่ดินเพราะนิคมอุตสาหกรรมรับผิดชอบแล้ว ในเขตเศรษฐกิจพิเศษนี้จะมีโรงเรียน โรงพยาบาล สวัสดิการต่างๆ มาก มายเสริมให้พนักงานและครอบครัวซึ่งมาทำงานในโรงงานต่างๆ ในนิคมอุตสาห-กรรม ร้อกเวิธได้ให้คำมั่นไปแล้วว่าจะดูแล เรื่องเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมดให้โรงเรียน และเป็นไปได้ว่าโรงงานทั้งหลายที่จะตามมาตั้งที่นิคมอุตสาหกรรมนี้น่าจะได้ใช้บริการเฟอร์นิเจอร์สำนักงานจากบริษัทไทยรายนี้
จะว่าไปตลาดอินเดียก็เหมือนหุ้นโอกาสเติบโตสูง ที่มาพร้อมความ เสี่ยงสูงเช่นกัน นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จมักนิยมทฤษฎี "อย่าใส่ไข่ ไว้ในตะกร้าใบเดียว" การปรับพอร์ตอย่างสมดุล ณ เวลาที่เหมาะสมเป็นแผนระยะยาวที่ทำให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง ในขณะเดียวกันหากต้องถอย ก็ถอยอย่างมีหลักค้ำ ที่อินเดียมีบริษัทไทยมาลงทุนบ้างแล้ว มีสถานทูต สถานกงสุล และหน่วยงานการค้าที่มีความชำนาญในตลาด สามารถช่วยประสานงานส่งเสริมการ จับคู่ธุรกิจได้ และในปีหน้า (2555) ทางสถานทูตไทยก็มีแผนจะเชิญนักธุรกิจไทย และผู้บริหารที่มีประสบการณ์ในการทำธุรกิจในอินเดียมาร่วม งานสัมมนาซึ่งกำลังจะจัดขึ้นที่ประเทศไทย...ถึงเวลาที่ผู้ประกอบการ ไทย จะคิดถึงการเพิ่มไข่ลงในตะกร้าแล้วหรือยัง