ราคาโทรทัศน์ในช่วงที่ผ่านมาลดต่ำลงมากจนส่งผลกระทบต่อกำไรของบริษัทผู้ผลิต จากผลของการเพิ่มกำลังการผลิตจนมีซัพพลายล้นตลาด ประกอบกับมีแรงกดดันด้านราคาจากผู้ผลิตทีวีราคาถูกและผู้ค้าปลีกออนไลน์
เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส รายงานว่า ราคาขายโทรทัศน์ที่ถูกลงอย่างมากจากเมื่อหลายปีก่อนนับเป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภค แต่ประโยชน์สำหรับผู้บริโภคกลับกลายเป็นฝันร้ายของผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายโทรทัศน์ รายได้ของผู้ผลิตโทรทัศน์รายหลักๆ อย่างพานาโซนิค โตชิบา และโซนี่ ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โซนี่ถึงกับต้องปรับโครงสร้างธุรกิจโทรทัศน์ ขณะที่ผู้เล่นรายใหม่ อาทิ ซัมซุง และแอลจี ก็ไม่สามารถทำรายได้จากธุรกิจโทรทัศน์มากนัก
โซนี่กล่าวเมื่อเร็วๆ นี้ว่า จะยุติการร่วมทุนผลิตจอโทรทัศน์แบบจอแบนกับซัมซุง การร่วมทุนระหว่างโซนี่และซัมซุงเกิดขึ้นในปี 2547 เพื่อจับกระแสการเติบโตของโทรทัศน์หน้าจอคริสตัลเหลว หรือแอลซีดี โดยซัมซุงจะจ่ายเงินประมาณ 940 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อซื้อหุ้น 50% ในส่วนของโซนี่ ขณะที่โซนี่ตั้งเป้าหมายจะลดต้นทุนการผลิตขณะเดียวกันก็ยังคงซื้อจอทีวีจากซัมซุง
พอล แกกนอน ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยโทรทัศน์ในสหรัฐอเมริกาของดิสเพลย์เสิร์ช กล่าวว่าราคาขายโทรทัศน์ขนาด 46-47 นิ้ว ซึ่งเป็นหน้าจอขนาดใหญ่สุดก่อนจะถึงรุ่นที่เรียกว่า บิ๊กสกรีน หรือหน้าจอขนาด 50 นิ้วขึ้นไป คาดว่าจะอยู่ในระดับเฉลี่ย 940 ดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 29,000 บาท) ในปี 2554 ลดลงจาก 1,020 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 31,600 บาท) เมื่อปีก่อน
ราคาขายที่ต่ำลงสะท้อนถึงความต้องการที่ชะลอตัวกว่าความคาดหมาย รวมถึงการผลิตที่มากเกินความต้องการ อย่างไรก็ตาม ดิสเพลย์เสิร์ชคาดว่า การลดลงของราคาโทรทัศน์ในปี 2555 จะอยู่ในอัตราที่ไม่มากเท่ากับปี 2554
ขณะที่สถานการณ์ของผู้ค้าปลีกก็ไม่ต่างจากผู้ผลิตมากนัก ในเดือนธันวาคม 2554 เบสต์บาย เชนค้าปลีกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐฯ รายงานผลกำไรในไตรมาส 3 ของปี 2554 ลดลง 29% ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากเบสต์บายลดราคาโทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ลง
สำหรับทิศทางในอนาคตของธุรกิจโทรทัศน์น่าจะอยู่ที่คอนเทนต์ อย่างบริการของเน็ตฟลิกซ์และไอทูนส์ มากกว่าฟังก์ชันใหม่ๆ ของฮาร์ดแวร์ เช่น เทคโนโลยี 3 มิติจอแบน เป็นต้น โดยด้านคอนเทนต์นับว่าเป็นด้านที่ผู้ผลิตโทรทัศน์ไม่ประสบความสำเร็จนักในการรุกตลาด "ทุกคนกำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงเงินจำนวนจำกัดของผู้บริโภค" เครก ริชาร์ด ประธานบริษัท พีซี ริชาร์ดแอนด์ ซันฯ ซึ่งเป็นเจ้าของร้านค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า 66 แห่งในสหรัฐฯ ให้ความเห็น
นอกจากนี้ ผู้บริโภคยังลังเลที่จะจ่ายเงินจำนวนมากสำหรับฟีเจอร์ใหม่ล่าสุดของโทรทัศน์ เช่น หน้าจอ 3 มิติ และอินเตอร์เน็ตทีวี แต่พวกเขาจะรอคอยเป็นระยะเวลาหนึ่งจนกว่าราคาจะถูกปรับลดลงมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ริดดี พาเทล ผู้อำนวยการฝ่ายระบบโทรทัศน์ของบริษัทวิจัย ไอเอชเอส ไอซัพพลายฯ กล่าวว่า "เมื่อก่อนผู้คนเคยจ่ายเงินเพิ่มขึ้นเพื่อซื้อโทรทัศน์รุ่นล่าสุด แต่ธุรกิจทีวีได้สอนให้ผู้บริโภครู้ว่าเมื่อใดที่มีเทคโนโลยีใหม่ออกมา ถ้ารออีก 6 เดือนราคาก็จะถูกลง"
ตลาดโทรทัศน์ในสหรัฐฯ เคยเติบโตขึ้นในอัตราเกินกว่า 10% มาเป็นเวลาหลายปี แกกนอนกล่าวว่า ในปี 2547 มีโทรทัศน์ถูกจำหน่ายไปประมาณ 32 ล้านเครื่องในอเมริกาเหนือ ด้วยราคาเฉลี่ย 400 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยขนาดหน้าจอเฉลี่ยของโทรทัศน์อยู่ที่ 27 นิ้ว ทุกวันนี้มีโทรทัศน์ขายได้ประมาณ 44 ล้านเครื่องต่อปีในอเมริกาเหนือ ด้วยราคาเฉลี่ย 460 ดอลลาร์สหรัฐฯ และขนาดหน้าจอเฉลี่ย 38 นิ้ว
แกกนอนกล่าวเสริมว่า ผู้บริโภคซื้อโทรทัศน์ใหม่ทุกๆ 7 ปีโดยประมาณ และแต่ละครัวเรือนมีโทรทัศน์เฉลี่ย 2.8 เครื่อง แม้ว่าตัวเลขดังกล่าวจะดูเหมือนเป็นขุมทรัพย์สำหรับผู้ผลิตโทรทัศน์ แต่ยิ่งโทรทัศน์ขนาดใหญ่ขึ้นและมีขีดความสามารถมากขึ้น ต้นทุนการผลิตก็เพิ่มสูงขึ้นตาม ส่งผลให้อัตรากำไรของผู้ผลิตลดลง
เพื่อลดค่าใช้จ่าย ผู้ผลิตจึงหันไปลงทุนอย่างหนักกับโรงงานใหม่ที่มีความทันสมัย หรือปรับปรุงโรงงานเก่าเพื่อให้สามารถผลิตได้จำนวนมากขึ้นด้วยต้นทุนที่ต่ำลง อย่างไรก็ดี ปัญหาที่เกิดขึ้นคือโรงงานโฉมใหม่เริ่มต้นผลิตในช่วงที่เกิดเศรษฐกิจถดถอย ส่งผลให้มีโทรทัศน์ล้นตลาดและกดราคาขายลง
นอกจากนี้ค่าเงินเยนที่แข็งเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ยังส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่น อย่างโซนี่และพานาโซนิค ขณะที่ผู้ผลิตจากเกาหลีใต้ คือซัมซุงและแอลจีได้รับประโยชน์จากค่าเงินวอนอ่อนตัว อีกทั้งคอมพิวเตอร์แท็บเลตที่มีฟังก์ชันการทำงานใกล้เคียงกับทีวียังมีผลให้ยอดขายทีวีลดลงอีกด้วย