ผู้เขียน หัวข้อ: การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ  (อ่าน 769 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ บอร์ดธุรกิจ

  • Administrator
  • มหาเศรษฐี
  • *****
  • กระทู้: 46539
  • พลังน้ำใจ: 29
  • เพศ: ชาย
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ขายส่ง
    • อีเมล์
การขอมาตรฐานสินค้าและการจดสิทธิบัตรในต่างประเทศ


ปัจจุบันเรามักจะได้ยินภาครัฐออกมาประกาศ ผ่านสื่อสาธารณะอย่างต่อเนื่องว่า ถ้าต้องการทำสินค้า ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกสิ่ง สำคัญคือ มาตรฐาน!!

     ในอดีตเราเน้นทำสินค้าราคาถูก โดยใช้แรงงานราคาถูก เพื่อเวลานำไป เสนอต่อลูกค้าสามารถใช้ราคาถูกกว่า เป็นจุดขายได้

     แต่ปัจจุบันพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่มองแค่ราคา แต่พิจารณา ว่าสินค้านั้นๆ มีคุณภาพมากน้อยแค่ไหน

     ยิ่งถ้าเป็นสินค้าในกลุ่มอาหารด้วยแล้วต้องพิถีพิถันกับเรื่องข้อกำหนด ด้านมาตรฐานเป็นกรณีพิเศษ

     หลายประเทศหยิบยกเรื่องดังกล่าว มาเป็นประเด็นกีดกันทางการค้า คือพยายามประกาศมาตรฐานใหม่ๆ ออกมา ใครทำไม่ได้ก็ห้ามส่งสินค้าเข้าไปขาย

     ผู้เขียนได้คุยกับผู้ประกอบการราย หนึ่งฟังแล้วเห็นใจมาก เป็นผู้ประกอบการ ในกลุ่มโรงงานอาหารแปรรูปขนาดใหญ่ ส่งออกหลายประเทศทั่วโลก

     เขาเล่าให้ฟังว่า!!

     ประเทศที่พัฒนาแล้วมักจะเขี้ยวสุดๆในเรื่องมาตรฐาน โดยเฉพาะประ เทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรืออียู

     เป็นที่ทราบกันดีว่าสมาชิกกลุ่มอียู นั้นเกิดจากการรวมตัวกันของหลายประ เทศ เมื่อประเทศหนึ่งประกาศมาตรฐานอะไรออกมา ประเทศอื่นก็ต้องเอาด้วย ถ้าประเทศนอกกลุ่มไม่สามารถทำตามมาตรฐานได้ พวกเขาก็ผลิตสินค้าขายกัน เองได้ เนื่องจากมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้ว

     เป็นการกีดกันทางการค้าแบบกลายๆ

     เพราะการจะประกาศห้ามประเทศ นอกกลุ่มส่งสินค้าเข้าไปขายในกลุ่มของ ตนเองก็จะกลายเป็นการประพฤติผิดกฎ การค้าโลก จึงต้องหาวิธีปกป้องผลประ โยชน์ในกลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

     อาทิ!!!

     การประกาศมาตรการตรวจสอบยาปฏิชีวนะปนเปื้อนในอาหาร!!

     จากเดิมเคยห้ามมีหลงเหลือในอาหารเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน (PPM) แต่ต่อมาได้เพิ่มมาตรการความเข้มข้นเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน (PPB) เป็นต้น

     แค่เห็นตัวเลขก็อยากจะเป็นลม!!

     ถามว่าผู้ประกอบการไทยทำได้ไหม?

     คำตอบคือทำได้ แต่ต้องใช้เครื่องมือตรวจสอบที่เรียกว่า

     LC-MS-MS

     ราคาไม่แพงเท่าไหร่แค่เครื่องละ

     17 ล้านบาทเท่านั้น!!!

     ต่อมาก็มีการออกมาตรการใหม่ ตรวจสอบสารปนเปื้อนในภาชนะบรรจุทุกชนิด

     เริ่มต้นคือห้ามมีส่วนผสมที่ไม่พึงปรารถนาเกิน 1 ต่อ 1 ล้านส่วน

     พอประเทศคู่ค้าทำได้ อียูก็เพิ่มสัดส่วนเป็น 1 ต่อ 1,000 ล้านส่วน

     โรงงานก็ต้องซื้อเครื่องมือชนิดใหม่ มาตรวจสอบซึ่งมีราคาแพงมาก

     นี่คืออุปสรรคทำให้โรงงานขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีเงินทุนจำกัดเดิน หน้าลำบาก

     ต้องไปอาศัยห้องแล็บตรวจสอบให้ ได้มาตรฐานตามข้อกำหนดของแต่ละประเทศที่จะส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยราคาค่าบริการหนักเอาการ ทั้งของภาครัฐและเอกชน

     เช่นรายการละ 5 พันบาท ทำกี่รายการก็คูณจำนวนเงินเข้าไป

     มีเรื่องสนุกที่หัวเราะไม่ออกเกี่ยวกับ การขอมาตรฐานสินค้าเกิดขึ้นกับบริษัท แห่งหนึ่ง ที่เปิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางรับ สินค้าประเภทงาดำจากกลุ่มผู้ผลิตสินค้าโอท็อปส่งไปขายในญี่ปุ่น ศึกษารายละเอียด เตรียมจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท พอไปขอรายละเอียดเกี่ยวกับการตรวจมาตรฐานสินค้า ซึ่งญี่ปุ่นระบุว่าสินค้าประเภทงาดำที่จะส่งเข้าไปจำหน่ายต้องผ่านการตรวจมาตรฐาน 20 รายการ อาทิ มีสารตกค้างหรือ ไม่ ความข้นความหนืดเป็นอย่างไร มีส่วนผสม แคดเมี่ยมหรือไม่ เป็นพืชจีเอ็มโอหรือเปล่า มีอายุการเก็บรักษานานเท่าใด โดยมีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่รายการละ 1 พันบาทจนถึงหลักหมื่นบาท พอเห็นค่าใช้จ่ายต้องงดการเปิดบริษัทไว้ ก่อน เนื่องจากเงินที่เตรียมไว้ไม่เพียงพอ

     เพราะฉะนั้น การจัดตั้งบริษัทผลิตสินค้า หรือเป็นตัวกลางนำสินค้าส่งออกไปขาย อย่าลืมประเมินค่าใช้จ่ายในเรื่องเหล่านี้ไว้ด้วย

     เจ้าของกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมรายหนึ่งบ่นว่ารายจ่ายในด้านการขอมาตรฐานสินค้านั้นมากเกินความจำเป็น

     เขายกตัวอย่างมาตรฐานสินค้าฮา-ลาล!!!

     ถ้าขอมาตรฐานสินค้าชนิดละ 1 หมื่นบาท สินค้า 10 ชนิดเท่ากับต้องใช้เงิน 1 แสนบาท

     ซึ่งสินค้าชนิดหนึ่งไม่ได้หมายความว่าต้องเป็น 1 รายการ เช่น ลูกชิ้นปลานับเป็น 1 รายการ ถ้านำไปประยุกต์เป็นลูกชิ้นห่อสา หร่ายก็แยกเป็นอีก 1 รายการ ลูกชิ้นทอด 1 รายการ ลูกชิ้นผสมเต้าหู้ 1 รายการ ลูกชิ้นผัดเผ็ด 1 รายการ ถ้านำไปดัดแปลงเป็น 10 รายการ เท่ากับว่าต้องเสียค่าขอมาตรฐานสินค้า 10 ชนิด

     เขาจึงเสนอภาครัฐให้ปรับสูตรการคิดใหม่ คือแทนที่จะแบ่งเป็น 10 รายการก็คิดรวมเป็นรายการเดียว ซึ่งหากทำได้จะช่วยเหลือ ผู้ประกอบการได้มาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีเงินน้อย

     ที่เขายกตัวอย่างมาตรฐานฮาลาล เนื่อง จากเป็นมาตรฐานที่ทั่วโลกยอมรับ บางประ เทศเห็นมาตรฐานนี้แทบไม่ดูมาตรฐานอย่างอื่นเลย เชื่อมั่นว่าปลอดภัยแน่นอน ผู้ส่งออก จำนวนมากจึงอยากได้มาตรฐานนี้ แต่อย่างที่บอกว่ามีค่าใช้จ่ายสูง ถ้ามีสินค้า 30 รายการ ขอแค่ 10 รายการก็แย่แล้ว จึงอยากให้สำนัก งานมาตรฐานฮาลาลช่วยพิจารณาในจุดนี้ด้วย ซึ่งหากทำได้จะเป็นการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ตรงจุดอย่างมาก

     ส่วนในเรื่องการจดสิทธิบัตรคุ้มครองภูมิปัญญาสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมทางความคิดและการจดคุ้มครองเครื่องหมายการค้านั้น ต้องขึ้นอยู่กับว่าเราจะส่งสินค้าไปขายในประ เทศไหน และกฎหมายของประเทศนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งต้องเดินทางไปจดทะเบียนในประ เทศนั้นๆ โดยผู้ประกอบการต้องเดินทางไปจัดการด้วยตัวเอง หรือให้สำนักงานกฎหมาย ตัวแทนในเมืองไทยที่เปิดบริการด้านนี้โดยเฉพาะเป็นผู้จัดการก็ได้

     อย่างไรก็ตาม การจดเครื่องหมายการ ค้าหรือยี่ห้อสินค้านั้น ผู้ประกอบการต้องทำ ใจว่าเราอาจไม่สามารถป้องกันการลอกเลียนแบบได้ 100% ถ้าสินค้าเราขายดี เชื่อเลยว่า อีกไม่นานจะมีสินค้าในลักษณะคล้ายคลึงกัน ออกมา โดยปรับแต่งให้มีความแตกต่างกันนิดหน่อยเพื่อเลี่ยงความผิดทางกฎหมาย

     วิธีการของนักก๊อบปี้คือการมาเยี่ยมชม งานแสดงสินค้าในบูธของเรา แล้วขอตัวอย่าง สินค้าไปเป็นต้นแบบ

     แต่อย่างเดียวที่เขาลอกเลียนหรือ นำไปใช้ไม่ได้คือยี่ห้อสินค้า ซึ่งเราขอรับ การคุ้มครองไว้แล้ว

     แต่ถ้าเราส่งสินค้าไปขายแล้วไม่ตามไปจดขอความคุ้มครองด้านสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้า อาจกลายเป็นผู้ร้ายถูกกล่าวหาว่าก๊อบปี้สินค้าของตัวเองได้ ถ้ามีคนชิงแอบไปจด ตัดหน้า

     เหมือนกรณีบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งที่วางขายเกลื่อนตลาดจีน รูปร่างหน้าตาเหมือนในเมืองไทยเดี๊ยะ ต่างแต่ว่าเจ้าของกลายเป็นคนจีน แทน ที่จะเป็นคนไทย ซึ่งเป็นผู้คิดค้นสินค้ายี่ห้อนี้มากับมือ

     เป็นเรื่องที่น่าเศร้าจริงๆ!!!


ศึกษาบทความดีๆ เพิ่มเติมได้ที่  สังคมแห่งการเรียนรู้      www.VayoKnowledge.com

 

ขายส่ง | เครื่องมือแพทย์ | POS | อาณาจักรธุรกิจ | บอร์ดธุรกิจ | บอร์ดจับคู่ธุรกิจ | Gossip | บอร์ดธรรมะ |