ผู้เขียน หัวข้อ: AEC: ตลาดและฐานการผลิตเดียว...โอกาสและผลกระทบของธุรกิจ SMEs ไทย  (อ่าน 2318 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ บอร์ดธุรกิจ

  • Administrator
  • มหาเศรษฐี
  • *****
  • กระทู้: 196392
  • พลังน้ำใจ: 29
  • เพศ: ชาย
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด
    • อีเมล์
AEC: ตลาดและฐานการผลิตเดียว...โอกาสและผลกระทบของธุรกิจ SMEs ไทย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
พฤษภาคม 2554

      นับจากนี้ไป ธุรกิจ SMEs ไทยอาจเหลือเวลาอีกไม่มากนักในการเตรียมตัวทั้งในเชิงรุกและเชิงรับ รองรับการเป็น “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC)” ในปี 2558 ซึ่ง AEC ก็คือประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ที่ได้มีการขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในวงกว้างขึ้น จากเดิมที่เน้นการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางการค้าภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียนหรือ อาฟตา (AFTA) ด้านเดียว แต่ด้วยภาวะการแข่งขันและกระแสการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆ ที่รุนแรงขึ้น ทำให้ประเทศอาเซียนได้พยายามสร้างความเป็นปึกแผ่นทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค อันจะช่วยเพิ่มบทบาทและอำนาจต่อรองของอาเซียนในเวทีเศรษฐกิจโลกมากขึ้น จึงเป็นที่มาของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ขึ้น ซึ่งไม่ใช่เพียงการเปิดเสรีการค้าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการเปิดเสรีการค้าบริการ การเปิดเสรีการลงทุน การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือและการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรียิ่งขึ้น อันจะเอื้อให้ประเทศอาเซียนทั้ง 10 ประเทศกลายเป็น “ตลาดและฐานการผลิตเดียว” นั่นคือ ในการก้าวสู่ AEC ธุรกิจ SMEs ไทยก็มีโอกาสที่จะก้าวออกไปขยายการค้าการบริการและการลงทุนในตลาดอาเซียนได้เสรียิ่งขึ้นภายใต้ข้อจำกัดและอุปสรรคที่ลดลง แต่ขณะเดียวกัน ธุรกิจ SMEs ไทยที่มุ่งเน้นทำธุรกิจภายในประเทศเป็นหลัก ก็อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากคู่แข่งในประเทศที่พยายามรักษาส่วนแบ่งในตลาด และยังต้องเผชิญคู่แข่งจากธุรกิจชาติอาเซียนอื่นๆที่มีแนวโน้มเข้ามาแข่งขันในตลาดภายในประเทศมากขึ้นด้วย ดังนั้น ธุรกิจ SMEs ไทยควรที่จะศึกษาและทำความรู้จัก AEC ให้เข้าใจและทราบถึงโอกาสและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อประโยชน์ต่อการวางแผน/ปรับกลยุทธ์รองรับและมองหาจุดยืนของธุรกิจเมื่อไทยก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนอย่างเต็มตัวในปี 2558

      • AEC กับเป้าหมายการเป็น “ตลาดและฐานการผลิตเดียว”

         ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นหนึ่งในเสาหลักของประชาคมอาเซียน ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจของประเทศอาเซียนให้เป็นปึกแผ่นยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ 1) การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว 2) การเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน 3) การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเสมอภาค และ 4) การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก ทั้งนี้ ประเทศสมาชิกอาเซียนตั้งเป้าจะก้าวสู่การเป็น AEC ภายในปี 2558 อันจะทำให้เกิดตลาดเดียวที่มีขนาดใหญ่ด้วยประชากรราว 580 ล้านคน และมีขนาดเศรษฐกิจเป็นมูลค่ารวมกันถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (มากกว่า 5 เท่าของขนาดเศรษฐกิจไทย)

         ทั้งนี้ เป้าหมาย“การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว” นับเป็นเป้าหมายหลักของ AEC ที่มีกลไกขับเคลื่อนชัดเจน 5 ด้าน คือ การเคลื่อนย้ายสินค้าเสรี การเคลื่อนย้ายบริการเสรี การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือเสรี การเปิดเสรีการลงทุน และการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรียิ่งขึ้น ซึ่งกลไกแต่ละด้านมีนัยทั้งเป็นโอกาสและผลกระทบต่อธุรกิจ SMEs ไทย โดยสังเขปดังนี้:-

 กลไกการเปิดเสรี    นัยต่อธุรกิจ SMEs ไทย

  - การเคลื่อนย้ายสินค้าโดยเสรี ก็คือ การเปิดเสรีการค้าสินค้าระหว่างประเทศอาเซียน ภายใต้กรอบการค้าเสรีอาเซียน หรือ อาฟตา โดยมุ่งที่จะขจัดอุปสรรคทางภาษีและที่มิใช่ภาษี
    • การขจัดอุปสรรคทางภาษี อาเซียนได้ทยอยปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันมาตั้งแต่ปี 2536 จนกระทั่งเหลือร้อยละ 0 ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2553 (ยกเว้น ประเทศอาเซียนใหม่ 4 ประเทศคือ สปป.ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม ที่จะลดเหลือร้อยละ 0 ภายในปี 2558)
    • การขจัดอุปสรรคที่มิใช่ภาษี อาทิ การยกเลิกระบบโควตา และเงื่อนไขมาตรฐานสินค้าที่ไม่จำเป็น

    การเปิดเสรีการค้าอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา นับว่ามีบทบาทสำคัญที่เอื้อให้การส่งออกสินค้าของ SMEs ไทยไปอาเซียนเพิ่มขึ้น ทำให้ปัจจุบันตลาดอาเซียนเป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของ SMEs ไทย ด้วยมูลค่าส่งออกกว่า 4 แสนล้านบาท หรือสัดส่วนประมาณ 1 ใน 4 ของการส่งออกทั้งหมดของ SMEs ไทย ในปี 2553   
 - โอกาส
    • ส่งออกไปตลาดอาเซียนเพิ่มขึ้น: ภาษีนำเข้าในกรอบอาเซียนที่ลดลง ช่วยสร้างความได้เปรียบด้านราคาของสินค้าไทยเทียบกับสินค้านอกกลุ่มอาเซียน ทำให้มีส่วนเอื้อให้ SMEs ไทยสามารถขยายการส่งออกสินค้าในตลาดอาเซียนได้เพิ่มขึ้น
    • ต้นทุนด้านภาษีนำเข้าต่ำลง: ผู้ประกอบการมีต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากประเทศอาเซียนด้วยกันต่ำลง ซึ่งช่วยเพิ่มส่วนต่างกำไรแก่ธุรกิจ SMEs ไทย
    • ช่วยเพิ่มศักยภาพในการจัดหาวัตถุดิบ: ผู้ประกอบการ SMEs มีโอกาสนำเข้าวัตถุดิบจากแหล่งวัตถุดิบที่มีคุณภาพเหมาะกับความต้องการ และเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การนำเข้าสินค้าวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติจากกลุ่มประเทศ CLMV การนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลางและสินค้าทุนจากเวียดนาม รวมถึงการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสิงคโปร์และมาเลเซีย เป็นต้น

  - ผลกระทบ
    • สินค้าส่งออกของ SMEs ไทยอาจเผชิญการแข่งขันรุนแรงขึ้นในตลาดประเทศที่ 3 จากคู่แข่งในอาเซียนที่สามารถผลิตสินค้าได้คล้ายคลึงกับสินค้าไทย อาทิ สินค้าข้าวจากเวียดนาม สินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์จากมาเลเซีย เป็นต้น
    • สินค้าชาติอาเซียนอื่นมีแนวโน้มเข้ามาตีตลาดภายในประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้าน

    - การเคลื่อนย้ายบริการโดยเสรี การเปิดเสรีสาขาบริการอาเซียนนั้น จะครอบคลุมการลดข้อจำกัดการเข้าถึงบริการในรูปแบบต่างๆ และการขยายเพดานสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติในธุรกิจบริการเป็นสูงสุด 70% โดยได้มีการกำหนดสาขาบริการเร่งรัดการเปิดเสรีไว้ 4 สาขา คือ สาขาการขนส่งทางอากาศ สาขา e-ASEAN (บริการที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) สาขาท่องเที่ยว และสาขาสุขภาพ ซึ่งมีเป้าหมายเปิดเสรีภายในปี 2553 นอกจากนี้ สาขาบริการที่มีเป้าหมายจะเปิดเสรีถัดไปคือ สาขาโลจิสติกส์ ภายในปี 2556 และสาขาบริการอื่นๆมีเป้าหมายจะเปิดเสรีภายในปี 2558

     การเปิดเสรีภาคบริการในทางปฏิบัติ พบว่าหลายประเทศยังคงมีข้อจำกัดในการดำเนินการให้เป็นไปตามเป้าหมายของอาเซียน โดยเฉพาะด้านกฎระเบียบและกฎหมายภายในประเทศ ทำให้ยังไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร

     สำหรับไทย ได้มีข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการชุดที่7 โดยให้ต่างชาติสามารถให้บริการข้ามพรมแดนมายังไทยได้และอนุญาตให้คนไทยเดินทางไปใช้บริการในต่างประเทศได้ ขณะที่ไทยยังจำกัดสัดส่วนการถือครองหุ้นของต่างชาติในธุรกิจบริการไว้ไม่เกิน 49%    - โอกาส
    • สาขาท่องเที่ยวและสุขภาพของ SMEs ไทยมีโอกาสสร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวอาเซียนที่เดินทางเข้ามาในไทย: ประเทศไทยนับว่ามีจุดแข็งโดดเด่นในด้านความหลากหลายและความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว รวมถึงคนไทยเองก็มีความเป็นมิตรไมตรีและยินดีให้บริการ (Service Mind) ที่สร้างความประทับใจแก่นักท่องเที่ยวต่างชาติค่อนข้างมาก นอกจากนี้ บริการด้านสุขภาพทั้งสาขาบริการทางการแพทย์ และบริการสุขภาพอื่นๆ เช่น นวดแผนไทย สปา การดูแล ผู้สูงอายุ และบริการด้านความงาม ก็ได้รับการยอมรับในระดับสากล อีกทั้งค่าบริการก็ไม่สูงนักเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างเช่นสิงคโปร์
    • มีโอกาสขยายพันธมิตรทางธุรกิจกับต่างชาติมากขึ้น: ธุรกิจ SMEs ไทยซึ่งส่วนใหญ่มีข้อจำกัดด้านเงินทุนและการให้บริการที่ครบวงจร อาจได้รับประโยชน์จากการเปิดเสรีในแง่ของการจับมือทางธุรกิจกับพันธมิตรต่างชาติที่มีความพร้อมในปัจจัยดังกล่าว ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพการให้บริการและเพิ่มโอกาสการขยายกลุ่มลูกค้าตามมาได้

  - ผลกระทบ
    • SMEs ไทยมีแนวโน้มเผชิญการแข่งขันจากผู้ให้บริการต่างชาติมากขึ้น: เมื่อมีการเปิดเสรีภาคบริการ ผู้ให้บริการต่างชาติซึ่งมีความพร้อมทั้งเงินทุน Knowhow อาจทยอยเข้ามา ทำให้เป็นไปได้ยากที่จะหลีกเลี่ยงการแข่งขันกับธุรกิจต่างชาติที่มีจุดแข็งด้านเงินทุน การจัดการและเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่า เนื่องจากธุรกิจ SMEs ไทยส่วนใหญ่มีเงินทุนค่อนข้างจำกัด และยังขาดความพร้อมในเรื่องเทคโนโลยีสมัยใหม่และการบริหารจัดการที่เป็นระบบ อาจจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น
    • SMEs ในภาคบริการของไทยอาจถูกแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดจากสิงคโปร์และมาเลเซียมากขึ้น: ปัจจุบันสิงคโปร์และมาเลเซียเป็นชาติอาเซียนที่เข้ามาลงทุนในไทยสูงสุด 2 อันดับแรก โดยส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนในภาคบริการ นอกจากนี้สาขาบริการเป็นสาขาที่ทั้งสองประเทศมีศักยภาพในการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสาขา e-ASEAN และสาขาโลจิสติกส์
   - การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือโดยเสรี การเปิดเสรีด้านแรงงานฝีมือ จะมีลักษณะค่อนข้างต่างจากการเปิดเสรีด้านอื่น คือ เป็นลักษณะของการจัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (MRA) ของทุกประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อรับรองคุณสมบัติแรงงานวิชาชีพให้สามารถขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในประเทศอาเซียนอื่นได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยยังคงต้องปฏิบัติตามระเบียบภายในประเทศนั้นๆ เช่น การสอบขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพแพทย์ในไทยจะต้องสอบเป็นภาษาไทยด้วย เป็นต้น

     ปัจจุบันอาเซียนทั้ง 10 ประเทศได้มีการลงนาม MRAs วิชาชีพแล้วรวม 7 ฉบับคือ วิศวกรรม พยาบาล สถาปนิก การสำรวจ แพทย์ ทันตแพทย์ และบัญชี    - โอกาส
   • ธุรกิจ SMEs ไทยมีโอกาสจ้างแรงงานต่างชาติที่มีคุณสมบัติตามต้องการได้สะดวกขึ้น: แรงงานต่างชาติในบางวิชาชีพอาจมีคุณสมบัติรองรับความต้องการของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ
   • แรงงานวิชาชีพไทยอาจได้รับแรงกระตุ้นให้มีการพัฒนาคุณภาพแรงงานและมาตรฐานมากยิ่งขึ้น: การเปิดเสรีแรงงานย่อมเอื้อให้มีแรงงานต่างชาติเข้ามาทำงานในไทยมากขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดแรงงานภายในประเทศเร่งปรับตัวและพยายามพัฒนาตนเองเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดการจ้างงานที่ทั้งธุรกิจในประเทศและต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย ต้องการแย่งชิงแรงงานคุณภาพไปร่วมงานด้วย

 - ผลกระทบ
   • การเปิดเสรีแรงงานฝีมืออาจทำให้มีการเคลื่อนย้ายแรงงานจากประเทศที่ให้ค่าตอบแทนต่ำไปยังประเทศที่ให้ค่าตอบแทนสูงกว่า: การไหลเข้า-ออกแรงงานจำนวนมากอาจส่งผลให้ตลาดแรงงานในประเทศมีความไม่แน่นอนและอาจเกิดปัญหาขาดแคลนแรงงานฝีมือในประเทศค่าตอบแทนของแรงงานไทยยังต่ำกว่าสิงคโปร์และมาเลเซียได้ ซึ่งอาจกระทบต่อไปยังภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และเศรษฐกิจของประเทศได้
   • การแข่งขันของตลาดแรงงานในประเทศจะมีทวีความเข้มข้นมากขึ้น: การไหลเข้าของแรงงานต่างชาติที่เพิ่มขึ้น จะยิ่งช่วงชิงตำแหน่งงานไปจากแรงงานไทยมากขึ้นตามไปด้วย โดยเฉพาะแรงงานไทยที่เสียเปรียบในด้านทักษะภาษาอังกฤษ

  - การเปิดเสรีการลงทุน โดยหลักการจะทยอยลดข้อจำกัดในการลงทุนลงเรื่อยๆในระยะ 3 ช่วงเวลา คือ ช่วงปี 2551-2553 ช่วงปี 2554-2556 และช่วงปี 2557-2558 สำหรับสาขาที่มีการเจรจาเปิดเสรีการลงทุนจะครอบคลุมทุกสาขาการผลิต อย่างไรก็ดี ไทยได้ขอสงวนการเปิดเสรีการลงทุนในสาขาเหมืองแร่ รวมถึงสาขาตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว เช่น การทำไร่ ทำนา ทำสวน เลี้ยงสัตว์ ทำป่าไม้จากป่าธรรมชาติ และทำประมงในน่านน้ำไทย เป็นต้น

     ในปี 2553 ไทยผูกพันที่จะเปิดเสรีการลงทุน 4 สาขา คือ การผลิตแป้งจากข้าวและพืชไร่ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การทำป่าไม้จากป่าปลูก และการเพาะขยายหรือปรับปรุงพันธุ์พืช โดยมีเงื่อนไขไม่ให้นักลงทุนอาเซียนถือหุ้นข้างมาก หากต้องการถือหุ้นเกิน 50% จะต้องขออนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ไทยอยู่ระหว่างการพิจารณาแนวทางผ่อนปรนเงื่อนไขใน 4 สาขาดังกล่าว เพื่อให้เป็นไปในตามหลักการเปิดเสรีมากขึ้น    - โอกาส
   • เอื้อโอกาสการลงทุนโดยตรงระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันเองเพิ่มขึ้น: ธุรกิจ SMEs ไทยอาจมีโอกาสขยายการลงทุนไปประเทศสมาชิกอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งยังเป็นโอกาสทางธุรกิจสำหรับ SMEs ไทยหลายสาขา โดยเฉพาะสาขาเกษตรและเกษตรแปรรูป รับเหมาก่อสร้าง รวมถึงอุปกรณ์และชิ้นส่วนจักรกลทางการเกษตร ซึ่งผู้ประกอบการไทยส่วนใหญ่ในสาขาดังกล่าวมีศักยภาพที่แข็งแกร่ง

 - ผลกระทบ
   • ภาวะการแข่งขันจากธุรกิจต่างชาติรุนแรงขึ้น: การเปิดเสรีการลงทุนภายใต้กรอบอาเซียนน่าจะมีส่วนดึงดูดให้นักลงทุนจากชาติอาเซียนขยายการลงทุนภายในอาเซียนมากขึ้น เนื่องจากจะได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนด้วย ทำให้สภาวะการแข่งขันของธุรกิจ SMEs ไทยกับธุรกิจต่างชาติมีแนวโน้มเข้มข้นและชัดเจนขึ้นในระยะข้างหน้า

  - การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรียิ่งขึ้น เป้าหมายเบื้องต้นคือ การเร่งพัฒนาตลาดทุนร่วมกันจนนำไปสู่การรวมตลาดทุนในอาเซียนในอนาคต ซึ่งในหลักการนั้น ประเทศอาเซียนได้ยินยอมให้มีการผ่อนคลายข้อจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศอาเซียน เพื่อให้เป็นไปอย่างเสรีมากขึ้น และส่งเสริมให้มีการเชื่อมโยงตลาดหลักทรัพย์ของชาติอาเซียน อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัตินั้น การไหลเข้าออกของเงินทุนโดยเสรีอาจส่งผลกระทบต่อสภาวะตลาดทุนภายในของแต่ละประเทศได้ ดังนั้น การเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีอาจต้องอาศัยระยะเวลาในการศึกษาและวางหลักเกณฑ์การดำเนินการที่รัดกุมเพียงพอ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้ความคืบหน้าในการเคลื่อนย้ายเงินทุนเสรีในขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนมากนัก    - โอกาส:
   • เพิ่มโอกาสในการระดมทุนของธุรกิจมากขึ้น

 - ผลกระทบ
   • การเคลื่อนย้ายเงินทุนอาจมีผลให้ค่าเงินเปลี่ยนแปลงผันผวนได้ง่าย ผู้ประกอบการ SMES จึงควรมีการพัฒนาการจัดการต้นทุนและบริหารการเงินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นในการดำเนินธุรกิจในอนาคตท่ามกลางการเปิดเสรีทางการค้าและการลงทุนในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ที่มา: รวบรวมโดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย


    • การเตรียมพร้อม & ปรับกลยุทธ์...รองรับการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว

       - วิเคราะห์ธุรกิจของตน...พัฒนาจุดแข็ง ขจัดจุดอ่อน ธุรกิจ SMEs ควรหันมามองธุรกิจของตนและทำความเข้าใจและวิเคราะห์ธุรกิจอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน ของธุรกิจที่ดำเนินอยู่ อันจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาธุรกิจในอนาคตด้วยการนำจุดแข็งมาสร้างข้อได้เปรียบของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็พยายามหาแนวทาง/กลยุทธ์เพื่อลดจุดอ่อนให้หมดไป ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างศักยภาพของธุรกิจให้สามารถรักษาจุดยืนในตลาดที่มีการแข่งขันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดประเทศสมาชิกอาเซียน ความต้องการของตลาด ช่องทางการจำหน่าย ตลอดจนขั้นตอนการขอใช้สิทธิประโยชน์ตามกรอบอาเซียน
        - เสริมศักยภาพทางธุรกิจ...วางแผนบริหารห่วงโซ่การผลิต การก้าวสู่ AEC จะเอื้อประโยชน์ต่อการจัดสรรแหล่งวัตถุดิบ และเติมเต็มห่วงโซ่การผลิตด้วยทรัพยากรและวัตถุดิบจากประเทศที่มีศักยภาพในการผลิตสินค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งจะช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการต้นทุนการผลิตได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อาทิ การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและวัตถุดิบจากประเทศ CLMV การใช้สินค้าอุตสาหกรรมขั้นกลางและสินค้าทุนจากเวียดนาม หรือ การใช้สินค้าเทคโนโลยีขั้นสูงจากสิงคโปร์ มาเลเซีย เป็นต้น ซึ่งการบริหารจัดการต้นทุนจะช่วยลดการรั่วไหลของธุรกิจได้
        - ปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้เป็นระบบ การดำเนินงานภายในกิจการอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นลง โดยเฉพาะขั้นตอนเอกสาร ซึ่งถือเป็นต้นทุนสำคัญประการหนึ่งของธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจ อันจะเอื้อให้ธุรกิจมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น
        - นำเทคโนโลยีมาใช้...เพิ่มประสิทธิภาพของธุรกิจ การนำเทคโนโลยีมาใช้ในธุรกิจจะช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ค่อนข้างมาก ทั้งในด้านการผลิตและการบริหารจัดการธุรกิจ รวมทั้งการพัฒนานวัตกรรมซึ่งจะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าและบริการด้วย นอกจากนี้ ในยุคที่เทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ธุรกิจจึงต้องปรับตัวเข้ากับโลกของการสื่อสารที่รวดเร็วและทันสมัย เพื่อให้สอดรับความต้องการของลูกค้าที่ต้องการสินค้าและบริการที่รวดเร็วและน่าเชื่อถือ อย่างไรก็ดี ผู้ประกอบการควรศึกษาและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความจำเป็น ทั้งด้านเงินทุนและขนาดธุรกิจ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
        - สร้างพันธมิตรทางธุรกิจ...เพิ่มพื้นที่ในตลาดผ่านเครือข่ายพันธมิตร ธุรกิจ SMEs ส่วนใหญ่มีขนาดค่อนข้างเล็กและมักมีการผลิตสินค้า/บริการที่ไม่ครบวงจร ดังนั้น การหาพันธมิตรทางธุรกิจจะช่วยสร้างจุดยืนในตลาดที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น สามารถให้บริการได้ครบวงจรขึ้น อีกทั้งยังเพิ่มอำนาจต่อรองกับผู้ประกอบการรายใหญ่ด้วย นอกจากนี้ การก้าวสู่ AEC อาจช่วยเพิ่มโอกาสแก่ธุรกิจ SMEs ไทยในการขยายการลงทุนไปในอาเซียน โดยอาจพิจารณาการร่วมทุนกับธุรกิจท้องถิ่นในประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยสร้างตลาดและขยายลู่ทางธุรกิจได้มากขึ้น แต่ก็ต้องศึกษาพันธมิตรอย่างละเอียดและรอบคอบด้วย โดยผู้ประกอบการ SMEs อาจอาศัยช่องทางการทำ Business Matching ที่มีหน่วยงานภาครัฐและสถาบันการเงินเป็นตัวกลาง ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถหาพันธมิตรทางธุรกิจที่น่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง
        - ติดตามนโยบายและมาตรการภาครัฐ...อีกหนึ่งแนวทางสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาธุรกิจ SMEs ได้มีแผนการพัฒนาศักยภาพของ SMEs และมาตรการช่วยเหลือที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมมากขึ้น ทั้งยังมีงบประมาณสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันแก่ผู้ประกอบการ SMEs อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการแนวทางและความช่วยเหลือพอสมควร

      การก้าวสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 นับเป็นประเด็นท้าทายต่อธุรกิจ SMEs ไทยพอสมควร เนื่องจากประเทศอาเซียนจะเป็นเสมือนตลาดและฐานการผลิตเดียวที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างกันโดยเสรีในปีดังกล่าว ทำให้ธุรกิจ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจไทย และยังมีข้อจำกัดในด้านเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต ต้องเร่งปรับตัวรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่กำลังคืบเข้ามาใกล้ ดังนั้น ธุรกิจ SMEs จึงควรศึกษาและเข้าใจถึงการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเตรียมความพร้อมในธุรกิจให้รองรับการเปลี่ยนแปลงได้ทันกาล โดยอาจเริ่มพิจารณาและวิเคราะห์ธุรกิจของตนเพื่อดึงจุดแข็ง-จุดอ่อนของตนมาพัฒนาและปรับปรุงให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งอาจนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้พัฒนาศักยภาพของธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ควรใช้ประโยชน์จากการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวของอาเซียน ด้วยการบริหารต้นทุนวัตถุดิบในห่วงโซ่ธุรกิจให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ตลอดจนสร้างพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อเอื้อโอกาสการขยายธุรกิจในอนาคต เป็นต้น
-------------------------------------------------------------------------------
1 ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community) ประกอบด้วย 3 เสาหลักคือ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน( ASEAN Economic community : AEC) ประชาคมความมั่นคงอาเซียน (ASEAN Security Community: ASC) และประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน (ASEAN Socio-Cultural Community: ASCC)
2 รูปแบบการให้บริการ (Mode of Services) แบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ Mode1-การให้บริการข้ามพรมแดน (Cross Border Supply) Mode2-การบริโภคในต่างประเทศ (Consumption Abroad) Mode3-การจัดตั้งธุรกิจเพื่อให้บริการ (Commercial Presence) และ Mode4-การให้บริการโดยบุคคลธรรมดา (Presence of Natural Person)
3 ข้อมูลการขอใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบอาเซียน
สามารถสืบค้นเพิ่มเติมได้จาก
โค๊ด: [Select]
http://www.dft.go.th/Flowchart_TradePreferenceSystem.pdf?level2=31

 


Facebook Comments