ผู้เขียน หัวข้อ: คำถามที่ 1 ความตกลงว่าการค้าสินค้าอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี มีความเป็นมาอย่างไร?  (อ่าน 1128 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ บอร์ดธุรกิจ

  • Administrator
  • มหาเศรษฐี
  • *****
  • กระทู้: 196392
  • พลังน้ำใจ: 29
  • เพศ: ชาย
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด
    • อีเมล์
คำตอบ

ความเป็นมา
   อาเซียน (ยกเว้นไทย) และสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ได้จัดทำความตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าอาเซียน-เกาหลีใต้ (ความตกลง AKFTA) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2549 (ไทยเข้าร่วมเป็นภาคีในความตกลงนี้เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2552)ซึ่งความตกลงนี้กำหนดให้อาเซียนและเกาหลีใต้มีการลดภาษีนำเข้าสินค้าระหว่างกันจำนวนมากกว่าร้อยละ 90 ของรายการสินค้าและมูลค่าการนำเข้าเป็นศูนย์ ซึ่งภายใต้เงื่อนไขของความตกลง AKFTA นี้  อาเซียนและเกาหลีใต้สามารถจัดทำรายการสินค้าอ่อนไหวและรายการสินค้าอ่อนไหวสูงที่ไม่ต้องนำมารวมกับสินค้าอื่นเพื่อลดภาษีนำเข้าให้เป็นศูนย์ได้
   การรวบรวมเอกสารประกอบความตกลง AKFTA ที่ได้มีการลงนามไปแล้วเมื่อปี 2549 เกิดความผิดพลาด โดยสำนักเลขาธิการอาเซียนไม่ได้แนบรายการสินค้าอ่อนไหวสูงของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) รวมเข้ากับความตกลง AKFTA ตามที่ได้เสนอไป ดังนั้น สปป.ลาว จึงประสงค์ให้มีการแก้ไขความผิดพลาดนี้เพื่อสะท้อนผลการเจรจาให้ถูกต้อง อาเซียนและเกาหลีใต้จึงเห็นชอบให้จัดทำพิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง AKFTAเพื่อแนบรายการสินค้าดังกล่าวของ สปป.ลาว เพิ่มเติมเข้าไปและได้กำหนดให้มีการลงนามในพิธีสารนี้ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-เกาหลีใต้ เดือนสิงหาคม ศกนี้
สาระสำคัญ
   1.  พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง AKFTA กำหนดให้ สปป.ลาว สามารถผนวกบัญชีรายการสินค้าอ่อนไหวสูงจำนวน 40รายการ (เบียร์ วิสกี้ บุหรี่ ยานยนต์สำหรับขนส่งบุคคลและสิ่งของ ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์ (กันชน เข็มขัดนิรภัย ส่วนประกอบของตัวถัง) รถจักรยานยนต์และส่วนประกอบ วิดีโอเกม ตู้เล่นเกม ของเล่นอื่นๆ และอุปกรณ์เล่นเกมและการพนัน) ซึ่ง สปป.ลาว สามารถเรียกเก็บอากรนำเข้าสินค้าเหล่านี้จากเกาหลีใต้และอาเซียนอื่นภายใต้ความตกลง AKFTA ทั้งนี้ ร่างพิธีสารฯ จะมีผลผูกพันกับประเทศภาคี 90 วันหลังจากลงนามหรือ ณ วันที่ประเทศภาคีแจ้งเสร็จสิ้นการดำเนินกระบวนการภายในเพื่อให้มีผลผูกพัน
   2.  เมื่อลงนามร่างพิธีสารฯ แล้ว หน่วยงานภายในของไทยไม่มีความจำเป็นต้องดำเนินการเพิ่มเติมเพื่อให้มีผลผูกพัน เพราะเป็นเพียงพันธกรณีที่ สปป.ลาว จะต้องดำเนินการเท่านั้น โดยกระทรวงพาณิชย์จะประสานกระทรวงการต่างประเทศเพื่อแจ้งให้ประเทศภาคีทราบการเสร็จสิ้นกระบวนการภายในเพื่อให้มีผลผูกพันกับไทยต่อไป

 


Facebook Comments